เคล็ดไม่ลับกับการใช้โทนเนอร์ (Toner) และการเลือกซื้อโทนเนอร์ที่ดีที่สุด…ที่ใช่สำหรับเรา

เวลาที่เราพูดถึงเรื่องการดูแลผิว สิ่งที่เรามักคิดถึงกันเป็นสิ่งแรก ๆ ก็คงหนีไม่พ้นครีมบำรุง เซรั่ม หรือโฟมล้างหน้า แต่เราจะรู้กันไหมว่า ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่เรามักหลงลืมไป และไม่ค่อยเห็นความสำคัญของมัน นั่นก็คือโทนเนอร์ (Toner) นั่นเอง

บางคนอาจคิดว่าการซื้อโทนเนอร์มาใช้ เป็นเรื่องสิ้นเปลือง เสียเวลา สู้เอาเงินไปซื้อครีมบำรุงแพง ๆ ดีกว่า แต่จริง ๆ แล้วนั้น โทนเนอร์มีความจำเป็นต่อผิวของเรามาก อาจถือว่าเป็นขั้นตอนการดูแลผิวที่ขาดไม่ได้เลยทีเดียว

Stockunlimited

คุณประโยชน์ของโทนเนอร์

โทนเนอร์ เป็นเครื่องสำอางเบสน้ำ (Water-Based) ออกแบบมาเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับผิวสำหรับการดูแลผิวในขั้นตอนถัดไป ทั้งช่วยทำความสะอาดผิวอย่างล้ำลึก ช่วยกำจัดเมกอัพ น้ำมันส่วนเกิน เซลล์ผิวหนังที่ตายแล้ว รวมถึงสิ่งสกปรกต่าง ๆ ที่โฟมล้างหน้ากำจัดออกไปไม่ได้

การทำความสะอาดอย่างล้ำลึก จะช่วยลดการอุดตันในรูขุมขน ทำให้รูขุมขนเล็กลง ช่วยแก้ปัญหาคนที่มีรูขุมขนกว้าง อีกทั้งยังช่วยลดโอกาสที่จะเกิดสิวอุดตันและสิวอักเสบ

โทนเนอร์ยังช่วยปรับสมดุลกรดด่างของผิว ให้มีค่า pH อยู่ที่ 4.5 – 5.5 ซึ่งเป็นสมดุลกรดด่างตามธรรมชาติ ความเป็นกรดอ่อน ๆ นี้ ก็เปรียบเสมือนกับกำแพงของผิว ที่ช่วยปกป้องผิวจากการรุกรานของเชื้อโรคต่าง ๆ ลดโอกาสของการติดเชื้อที่ผิวหนัง โดยเฉพาะการติดเชื้อในรูขุมขน ซึ่งจะทำให้กลายเป็นสิวอักเสบ

การใช้โทนเนอร์จะช่วยคืนสภาพความเป็นกรดเป็นด่างที่เสียไป จากการใช้โฟมล้างหน้าที่มีความเป็นด่างจัด ๆ ส่งผลให้ปราการธรรมชาติของผิวแข็งแรงขึ้น โอกาสของปัญหาผิวต่าง ๆ ที่จะตามมา

โทนเนอร์บางตัวยังผสมมอยส์เจอไรเซอร์ (Moisturizer) เพื่อเติมเต็มความชุ่มชื้นให้กับผิวหลังการล้างหน้า ลดอาการระคายเคือง ทำให้ผิวแลดูกระจ่างใสขึ้นทันตา

เคล็ดลับการใช้โทนเนอร์แบบมืออาชีพ

Stockunlimited

1. ล้างผิวหน้าให้สะอาด ด้วยผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เหมาะกับผิวหน้า (เลือกผลิตภัณฑ์ล้างหน้าอย่างไร) แนะนำให้ใช้น้ำอุ่นเล็กน้อยล้างหน้า เพื่อเปิดรูขุมขน และปิดท้ายด้วยการใช้น้ำเย็น เพื่อทำให้รูขุมขนปิดและกระชับมากขึ้น

2. เทโทนเนอร์ลงบนสำลีแผ่น พอหมาด ๆ อย่าให้ชุ่มมากเกินไป ไม่ควรใช้สำลีก้อน เพราะจะทำให้เปลืองโทนเนอร์

3. นำสำลีแผ่นมาเช็ดทำความสะอาดผิวหน้าเบา ๆ ให้ทั่วทั้งใบหน้า ยกเว้นบริเวณรอบดวงตาและริมฝีปาก เน้นการทำความสะอาดจุดที่มีความสกปรก เช่น ข้างจมูก หลังหู คิ้ว และบริเวณไรผม

4. รอให้โทนเนอร์แห้ง แล้วค่อยใช้ผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ต่อไป

5. ควรใช้โทนเนอร์หลังการล้างหน้าและก่อนใช้ครีมบำรุงทุกครั้ง

การเลือกซื้อโทนเนอร์ที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละสภาพผิว

โทนเนอร์ก็เหมือนกับครีมบำรุงผิว ที่ต้องเลือกให้ตรงกับสภาพผิวของเรา ซึ่งแบ่งได้เป็น 4 ประเภท คือ

  • ผิวแห้ง (dry skin type) ดูไม่ค่อยกระจ่างใส แห้งกร้าน เห็นริ้วรอยที่ผิวชัดเจน
  • ผิวมัน (oily skin type) มักมีรูขุมขนใหญ่ ผิวดูมันวาว เกิดสิวได้ง่าย
  • ผิวธรรมดา (normal skin type) ไม่ค่อยมีปัญหาผิวหน้าเท่าไร หน้าไม่มันและไม่แห้งจนเกินไป รูขุมขนไม่กว้าง
  • ผิวผสม (combination skin type) บริเวณ T-zone มักจะเป็นผิวมัน ส่วนผิวบริเวณอื่น ๆ อาจเป็นผิวธรรมดาหรือผิวแห้งก็ได้

อ่าน ประเภทของผิว ลักษณะของผิวหน้า มีกี่แบบ แยกอย่างไร และจะดูแลอย่างไร

โทนเนอร์ที่วางจำหน่ายในท้องตลาด ก็มักจะระบุไว้ชัดเจนว่าเหมาะสำหรับผิวประเภทไหน มีสรรพคุณพิเศษอย่างไรบ้าง เช่น เหมาะสำหรับผิวมัน (for oily skin) เหมาะสำหรับคนที่เป็นสิว (for acne prone skin) หรือเหมาะสำหรับผิวที่แพ้ง่าย (for sensitive skin)

นอกจากการดูที่ข้างบรรจุภัณฑ์ เรายังพิจารณาส่วนผสมในโทนเนอร์ได้เอง ว่าโทนเนอร์ที่เราจะซื้อนั้น เป็นโทนเนอร์ที่ดีที่สุดสำหรับเราหรือไม่

YAY Images

ส่วนผสมที่เหมาะกับทุกสภาพผิว

  • ว่านหางจระเข้ (Aloe Vera)
  • กุหลาบ (Rose)
  • สารสกัดจากดอกคาโมไมล์ (Chamomile extract)
  • สารสกัดจากแตงกวา (Cucumber extract)
  • กรดไฮยาลูโรนิค (Hyaluronic acid)

ส่วนผสมที่เหมาะกับผิวมันหรือผิวที่เป็นสิวง่าย

ส่วนผสมสำหรับผิวประเภทนี้ ควรมีฤทธิ์ฝาดสมาน ช่วยกระชับรูขุมขน มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ช่วยควบคุมความมัน และช่วยปรับสมดุลผิว

  • ว่านหางจระเข้ (Aloe Vera)
  • น้ำมันจากคลารี่ เสจ (Clary Sage)
  • ลาเวนเดอร์ (Lavender)
  • สารสกัดจากไม้จันทร์ (Sandalwood)
  • ทีทรี (Tea Tree)
  • สารสกัดจากเปลือกต้นวิลโลว์ (Willow Bark) ซึ่งจะมีกรดซาลิไซลิค (Salycylic acid)
  • วิชฮาเซล (Witch Hazel)

ส่วนผสมที่เหมาะกับผิวธรรมดาหรือผิวผสม

  • ว่านหางจระเข้ (Aloe Vera)
  • คาโมไมล์ (Chamomile)
  • ลาเวนเดอร์ (Lavender)
  • กุหลาบ (Rose)
  • เปลือกต้นวิลโลว์ (Willow Bark)
  • วิชฮาเซล (Witch Hazel)

ส่วนผสมที่เหมาะกับผิวแห้ง ผิวแพ้ง่าย และผิวของคนสูงอายุ

ผิวประเภทนี้ ควรเลือกโทนเนอร์ที่มีส่วนผสมที่ให้ความชุ่มชื้นเป็นหลัก เพื่อเพิ่มน้ำให้ผิว ทำให้ผิวดูกระจ่างใสมากขึ้น

  • ว่านหางจระเข้ (Aloe Vera)
  • ดอกคาเลนดูล่าหรือดาวเรืองหม้อ (Calendula)
  • คาโมไมล์ (Chamomile)
  • ลาเวนเดอร์ (Lavender)
  • กุหลาบ (Rose)

และสำหรับทุกสภาพผิว ควรหลีกเลี่ยงโทนเนอร์ที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ในความเข้มข้นสูง เพราะอาจทำให้เกิดความระคายเคือง ทำให้ผิวแห้งมาก ทางที่ดีก็เลือกสูตรที่ปราศจากแอลกอฮอล์ (Alcohol-free) ไปเลยก็ได้

ไม่ว่าจะมีผิวแบบไหน โทนเนอร์ก็ยังเป็นหนึ่งในขั้นตอนการดูแลผิวที่ขาดไม่ได้ นอกจากการทำความสะอาดอย่างล้ำลึกแล้ว โทนเนอร์ยังช่วยปรับสภาพความเป็นกรดเป็นด่าง ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น รวมถึงทำให้ผิวหน้าพร้อมสำหรับการดูแลในขั้นตอนถัดไป การเลือกโทนเนอร์ที่ดีที่สุด ก็ควรเลือกให้ตรงกับสภาพของผิว และเลือกส่วนประกอบที่เหมาะกับเรา เพียงแค่นี้เราก็จะมีผิวหน้าที่ดูกระจ่างใสและมีดูมีสุขภาพดีแล้ว

Facebook Comments

0 Comments

Add Yours →

ใส่ความเห็น