ยา

Ampicillin คือยาอะไร รักษาโรคอะไร รับประทานอย่างไร ข้อควรระวัง อาการข้างเคียง

Ampicillin (แอมพิซิลลิน) เป็นยาในกลุ่มเพนนิซิลลิน (penicillins) เป็นยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียหรือยาปฏิชีวนะ (antibiotics) มีสรรพคุณช่วยกำจัดเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุโรคสำคัญ ๆ หลายชนิด

ยา ampicillin มีกลไกในการออกฤทธิ์อย่างไร

ยา ampicillin ออกฤทธิ์ฆ่าเซลล์แบคทีเรีย (bactericidla) เป็นยาออกฤทธิ์กว้าง สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้หลายชนิด

กลไกในการออกฤทธิ์ของยา ampicillin จะออกฤทธิ์ได้ดีกับเชื้อแบคทีเรียที่กำลังเจริญเติบโตหรือกำลังแบ่งเซลล์ ยาจะยับยั้งการสร้างผนังเซลล์ของแบคทีเรีย (bacterial cell wall)  ส่งผลทำให้แบคทีเรียไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้

Ampicillin มีรูปแบบเภสัชภัณฑ์แบบไหนบ้าง

ยา ampicillin มีทั้งในรูปแบบแคปซูล (capsules) ยาน้ำแขวนตะกอน (suspensions) และยาฉีด (injection)

  • รูปแบบแคปซูล มีในขนาดความแรง 250 และ 500 มิลลิกรัม
  • รูปแบบยาน้ำแขวนตะกอน มีในขนาดความแรง 25 และ 50 mg/5mL

ยี่ห้อที่มีจำหน่าย เช่น Amicilin, Ampac, Ampi Frx, Ampicin, Ampillin, Ampihof, Ampimycin, Medicillin, Viccillin, Utocillin, Amprexyl, Ampipac เป็นต้น

Ampicillin รักษาโรคอะไรได้บ้าง

Ampicillin สามารถใช้รักษาโรคติดเชื้อในทางเดินหายใจ โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ การติดเชื้อในกระแสเลือด การติดเชื้อที่หัวใจ การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ รวมถึงการยังสามารถใช้รักษาโรคติดเชื้อที่ทางเดินอาหาร

ยา ampicillin เป็นยาปฏิชีวนะที่ครอบคลุมเชื้อได้กว้าง (broadspectrum) มีฤทธิ์ฆ่าแบคทีเรีย (bactericidal) ได้ได้ทั้งเชื้อแบคทีเรียแกรมบวก รวมถึงเชื้อแบคทีเรียแกรมลบหลายชนิด เช่น

เชื้อแกรมบวก

  • Hemolytic และ nonhemolytic streptococci
  • Streptococcus pneumoniae
  • Nonpenicillinase-producing staphylococci
  • Clostridium spp.
  • B. anthracis
  • Listeria monocytogenes
  • รวมถึง enterococci หลายสายพันธุ์

เชื้อแกรมลบ

  •  H. influenzae
  • N. gonorrhoeae
  • N. meningitidis
  • Proteus mirabilis
  • รวมถึง Salmonella, Shigella, and E. coli หลายสายพันธุ์

รับประทานยา ampicillin อย่างไร

การติดเชื้อในทางเดินอาหาร รับประทานยา 500 มิลลิกรัม ทุก 6 ชั่วโมง

การติดเชื้อที่ระบบสืบพันธุ์ รับประทานยา 500 มิลลิกรัม ทุก 6 ชั่วโมง

การติดเชื้อที่ทางเดินหายใจ รับประทานยา 250 มิลลิกรัม ทุก 6 ชั่วโมง

ขนาดยาในเด็ก

ในเด็กที่น้ำหนักน้อยกว่า 20 กิโลกรัม ให้คำนวณขนาดยาตามน้ำหนักตัว โดยใช้ยา 50 – 100 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน แล้วแบ่งให้ทุก 6 ชั่วโมง 

เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการกำจัดเชื้อโรค และป้องกันเชื้อดื้อยา ควรรับประทานยา ampicillin จนครบกำหนดตามที่แพทย์สั่งหรือตามที่เภสัชกรแนะนำ

Ampicillin ควรรับประทานก่อนหรือหลังอาหาร

การรับประทานยาพร้อมอาหาร จะทำให้ยาถูกดูดซึมได้ช้าลง ควรรับประทานยาก่อนอาหาร 1.30 – 2 ชั่วโมง

ถ้าเป็นยาน้ำแขวนตะกอน ต้องเขย่าขวดก่อน

ข้อห้ามใช้ ข้อควรระวังในการใช้ยา ampicillin

ห้ามใช้ยาในผู้ที่แพ้ยา ampicillin หรือยาในกลุ่ม penicillins ตัวอื่น ๆ เช่น amoxicillin, dicloxacillin, cloxacillin 

อาการแพ้ยาตัวนี้อาจเกิดขึ้นไม่รุนแรง เช่น ผื่นลมพิษ แต่ในบางคนอาจเกิดอาการที่รุนแรงก็ได้ เช่น หน้าบวม ริมฝีปากบวม หายใจไม่ออก และอาการอาจเกิดขึ้นหลังจากรับประทานยาไปไม่กี่นาทีจนถึงหลายชั่วโมง 

มีรายงานว่าการใช้ยาตัวนี้ในคนที่ติดเชื้อ mononucleosis เช่น เชื้อไวรัส Epstein-Barr virus พบว่ามีโอกาสในการเกิดผื่นจากการใช้ยาเพิ่มขึ้น 

การใช้ยา ampicillin อย่างไม่สมเหตุสมผล เช่น การใช้ในสัตว์​ หรือรับประทานเพียง 1 – 2 เม็ดเพื่อแก้อักเสบ อาจทำให้เชื้อโรคพัฒนากลายเป็นเชื้อดื้อยาได้ รวมถึงการใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจทำให้ติดเชื้อ C. difficile ในลำไส้ได้ 

อาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น

อาการข้างเคียง (side effects) ที่พบได้บ่อย เช่น ผื่นคัน ลมพิษ ท้องเสีย ส่วนอาการข้างเคียงที่รุนแรง เช่น อาการแพ้แบบ Stevens-Johnson sysndrom และ toxic epidermal necrolysis 

ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร รับประทานยา ampicillin ได้หรือไม่

ยา ampicillin มีความปลอดภัยสูง จัดอยู่ใน US pregnancy category B แต่ถ้าในประเทศออสเตรเลีย ยาจัดอยู่ใน category A ทำให้สามารถใช้ในขณะตั้งครรภ์ได้อย่างปลอดภัย 

อย่างไรก็ตามแนะนำว่าถ้ากำลังตั้งครรภ์ ก่อนใช้ยาควรปรึกษาแพทย์ที่คุณแม่ไปฝากครรภ์​ ไม่ควรซื้อยารับประทานเอง 

ส่วนการใช้ยาในขณะให้นมบุตร สามารถใช้ยานี้ได้อย่างปลอดภัย ถึงแม้ว่าจะพบยาจำนวนเล็กน้อยในน้ำนมก็ตาม

เอกสารอ้างอิง

Ampicillin – FDA prescribing information, side effects and uses

Ampicillin. (May 31, 2018). In Micromedex Drug Reference for Apple iOS [Mobile application software].

Betz C, Brown CM. Beta-Lactams. In: Smith KM, Riche DM, Henyan NN, editors. Clinical Drug Data, 11th ed. New York: McGraw-Hill Companies, Inc.; 2010. pp. 186-222.

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *