ไบโอติน Biotin คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร ช่วยเรื่องผมร่วงไหม

ไบโอติน (Biotin) หรือวิตามินบี 7 (vitamin B7) เป็นวิตามินที่ละลายน้ำ เป็นหนึ่งในวิตามินบีคอมเพล็กซ์ (B Complex) ซึ่งเป็นกลุ่มของสารอาหารที่มีความสำคัญและจำเป็นต่อกระบวนการเผาผลาญสารอาหาร อีกทั้งยังเกี่ยวข้องกับสุขภาพของระบบประสาทเส้นประสาท และระบบทางเดินอาหาร
ไบโอตินทำหน้าที่เป็นโคเอ็นไซม์ (coenzyme) ในร่างกาย ที่จำเป็นสำหรับกระบวนการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน ให้ได้เป็นพลังงานสำหรับการทำกิจกรรมต่าง ๆ ของร่างกาย 
อีกหนึ่งประโยชน์สำคัญของไบโอติน ยังช่วยดูแลสุขภาพของผิว ผม และเล็บ ทำให้ผิวดูอ่อนเยาว์ เล็บและเส้นผมแข็งแรง ซึ่งประโยชน์ในด้านความสวยงามนี้เอง ทำให้วิตามินชนิดนี้ได้รับการขนานนามว่า วิตามินเอช (vitamin H) ซึ่ง H มาจากคำในภาษาเยอรมัน คือ Haar และ Haut ซึ่งแปลได้ว่าผมและผิวพรรณนั่นเอง ด้วยเหตุผลดังกล่าวในข้างต้น ทำให้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและเส้นผมหลาย ๆ ยี่ห้อได้ใส่วิตามินชนิดนี้ลงไปด้วย
ไบโอตินสามารถพบได้ในอาหารหลากหลายชนิด โดยเฉพาะในเนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ ไข่ อะโวคาโด กะหล่ำดอก ผลเบอร์รี่ ปลา เห็ดต่าง ๆ รวมถึงพืชตระกูลถั่ว

การดูดซึมไบโอตินจากอาหาร

ไบโอตินในอาหารมักจะจับอยู่กับโปรตีน (biotin-protein bound) แต่ก็มีบางส่วนที่อยู่ในรูปอิสระ (free from biotin) ร่างกายจะใช้เอนไซม์โปรตีเอส (protease) และเพปทิเดส (peptidases) ซึ่งเป็นเอนไซม์ในทางเดินอาหาร เปลี่ยนแปลงไบโอตินที่จับอยู่กับโปรตีนกลายเป็น biocytin และ biotin-oligopeptides จากนั้นเอนไซม์ biotinidase ซึ่งเป็นเอนไซม์ในลำไส้เล็ก กลายเป็นไบโอตินอิสระ พร้อมจะถูกดูดซึมผ่านผนังลำไส้เล็ก และโดยส่วนใหญ่แล้ววิตามินชนิดนี้มักจะถูกเก็บสะสมไว้ในตับ
ไข่ขาวดิบจะมีไกลโคโปรตีนที่ชื่อว่า avidin ที่สามารถขัดขวางการดูดซึมไบโอตินได้ การปรุงให้ไข่ขาวสุก ก็จะทำให้ร่างกายได้รับไบโอตินได้มากขึ้น

ปริมาณไบโอตินที่เพียงพอต่อวัน (Adequate Intakes (AIs) for Biotin)

อายุ ชาย หญิง ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร
แรกเกิด – 6 เดือน 5 มคก. 5 มคก.    
7–12 เดือน 6 มคก. 6 มคก.    
1–3 ปี 8 มคก. 8 มคก.    
4–8 ปี 12 มคก. 12 มคก.    
9–13 ปี 20 มคก. 20 มคก.    
14–18 ปี 25 มคก. 25 มคก. 30 มคก. 35 มคก.
19+ ปี 30 มคก. 30 มคก. 30 มคก. 35 มคก.

มคก. = ไมโครกรัม
1,000 ไมโครกรัม = 1 มิลลิกรัม

ภาวะขาดไบโอติน (Biotin deficiency)

การขาดวิตามินบี 7 หรือไบโอตินเป็นมักไม่ค่อยพบ เนื่องจากความต้องการไบโอตินในแต่ละวันค่อนข้างน้อย อาหารหลาย ๆ ชนิดก็มีไบโอตินที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย นอกจากนี้ยังมีความเชื่อว่าแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในลำไส้ของเรานั้น มีความสามารถในการสร้างไบโอติน และร่างกายก็สามารถดูดซึมไบโอตินที่สร้างจากแบคทีเรียมาใช้งานได้

ปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดภาวะการขาดวิตามินบี 7 / ไบโอติน (risk of biotin deficiency)

  • การตั้งครรภ์และให้นมบุตร พบว่าระดับของไบโอตินในเลือดต่ำลง
  • การใช้ยากันชักบางชนิดในระยะยาว
  • ติดแอลกอฮอล์ จะขัดขวางการดูดซึมไบโอตินจากอาหาร พบว่าคนที่ติดสุราเรื้อรัง มีระดับไบโอตินในเลือดต่ำกว่าคนที่ไม่ติดสุราถึงกว่า 15%
  • กินไข่ขาวดิบเป็นประจำ
  • การสูบบุหรี่
  • การใช้ยาปฏิชีวนะเป็นเวลานาน
  • ปัญหาในการดูดซึมสารอาหาร หรือมีความผิดปกติทางเดินอาหารอย่างร้ายแรง เช่น Crohn’s disease และ celiac disease

อาการที่เกิดขึ้นเมื่อร่างกายได้รับไบโอตินไม่เพียงพอ

  • ผิวแห้งและระคายเคือง
  • เส้นผมเปราะหรือผมร่วง
  • มีความเมื่อยล้าเรื้อรัง เนื่องจากกระบวนการสร้างพลังงานผิดปกติ
  • มีปัญหาในระบบทางเดินอาหาร
  • ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
  • เกิดความเสียหายของเส้นประสาท
  • มีการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์
  • ตะคริว
  • รู้สึกเจ็บจี๊ด ๆ ที่แขนขา
  • มีความบกพร่องเกี่ยวกับความทรงจำ

แหล่งอาหารของไบโอติน (food source of biotin)

ไบโอตินในอาหารจะอยู่ในรูป D-biotin ซึ่งเป็นไบโอตินที่สามารถออกฤทธิ์และมีประโยชน์ต่อร่างกายได้ ด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงทำให้การรับประทานอาหารที่มีไบโอตินสูงหลากหลายชนิด จะทำให้ร่างกายได้รับไบโอตินที่มีประโยชน์ได้อย่างเต็มที่
ตัวอย่างอาหารที่มีวิตามินบี 7 หรือไบโอตินสูง

  • ตับสุก 3 ออนซ์: 27-35 มิลลิกรัม
  • ไข่ 1 ฟอง: 13-25 มิลลิกรัม
  • ยีสต์ 7 กรัม หรือประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ: 1.4 – 14 มิลลิกรัม
  • เนื้อปลาแซลมอน 3 ออนซ์: 4 – 5 มิลลิกรัม
  • ชีส 1 ออนซ์: 0.4 – 2 มิลลิกรัม
  • อะโวคาโด 1 ผล: 2-6 มิลลิกรัม
  • ราสเบอร์รี่ 1 ถ้วย: 0.2-2 มิลลิกรัม
  • กะหล่ำดอก 1 ถ้วย:2-2 มิลลิกรัม
  • ขนมปังธัญพืช 1 ชิ้น: 0.2-6 มิลลิกรัม

ประโยชน์ของไบโอตินหรือวิตามินบี 7 (benefits of Biotin)

ประโยชน์และหน้าที่ของไบโอตินในร่างกายมีดังต่อไปนี้

ช่วยเรื่องการเผาผลายสารอาหารและพลังงาน

ไบโอตินควบคุมการแสดงออกของยีนหรือพันธุกรรมที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับกระบวนการเผาผลาญอาหาร โดยทำงานร่วมกับวิตามินบีอื่น ๆ ในการเปลี่ยนแปลงคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลต่าง ๆ ให้เป็นแหล่งพลังงานที่เซลล์สามารถนำไปใช้ได้ ช่วยให้ร่างกายสามารถใช้กรดอะมิโนที่ได้มาจากโปรตีน เพื่อทำหน้าที่ต่าง ๆ ของร่างกายได้อย่างสมบูรณ์ และยังช่วยกระตุ้นการทำงานของกรดไขมันชนิดต่าง ๆ ที่ได้มาจากอาหารทั้งพืชและสัตว์
ไบโอตินยังช่วยทำให้การเผาผลาญน้ำตาลกลูโคสเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งประโยชน์ในด้านนี้อาจเกี่ยวข้องกับโรคเบาหวานชนิดที่ 2 อีกด้วย
การได้รับวิตามินบี 7 หรือไบโอตินไม่เพียงพอ (biotin deficiency) จะทำให้การเผาผลาญพลังงานบกพร่อง อาจส่งผลทำให้เกิดความเมื่อยล้า น้ำหนักขึ้น การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ ความอยากอาหาร รวมถึงความเสี่ยงของโรคเบาหวาน

ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

วิตามินบี 7 หรือไบโอตินจะทำงานร่วมกับโครเมียม (chromium) ซึ่งเป็นแร่ธาตุชนิดหนึ่ง ในการช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวาน โดยเฉพาะในผู้ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง
ไบโอตินยังช่วยให้กิจกรรมของฮอร์โมนอินซูลิน (insulin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนสำคัญที่จำเป็นต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ให้กลับสู่สภาพสมดุล เมื่อร่างกายมีการตอบสนองต่อฮอร์โมนอินซูลินดีขึ้น ก็จะลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ลดความเสี่ยงของเบาหวานชนิดที่ 2 รวมถึงภาวะอ้วนและเมทาบอลิกซินโดรม (metabolic syndrome)  ​นอกจากนี้ไบโอตินช่วยควบคุมการแสดงออกของเอนไซม์ที่กระตุ้นการสร้างน้ำตาลกลูโคสจากตับ ทำให้น้ำตาลในกระแสเลือดลดลง

ปกป้องสมอง ช่วยเรื่องความจำ

ไบโอตินมีประโยชน์ต่อสุขภาพของระบบประสาท เนื่องจากมีบทบาทสำคัญของกระบวนการส่งสัญญาณประสาทและกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาท นอกจากนี้การทานไบโอตินร่วมกับวิตามินบีรวม (B-Complex) ยังช่วยในเรื่องความจำ และป้องกันการสูญเสียการทำงานของสมองอันเนื่องจากอายุที่มากขึ้น เช่น โรคอัลไซม์เมอร์ และภาวะสมองเสื่อม
นอกจากนี้ยังมีบทบาทในการสังเคราะห์ฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมอารมณ์ ทำให้วิตามินบี 7 ช่วยในสมาธิและการคิดเชิงบวก

ช่วยดูแลระบบหัวใจและหลอดเลือดให้แข็งแรง

วิตามินบีรวมถึงไบโอติน มีบทบาทในการป้องกันโรคหัวใจ ป้องกันการอักเสบของหลอดเลือด ป้องกันการสะสมตะกรันเลือดในหลอดเลือดแดง ป้องกันภาวะหัวใจวายและโรคหลอดเลือดสมอง
ไบโอตินและโครเมี่ยมจะทำงานร่วมกัน โดยสามารถควลคุมระดับคอเลสเตอรอลได้ โดยมีผลดีในการเพิ่มคอเลสเตอรอลชนิดดีหรือเอชดีแอล (HDL) และช่วยลดคอเลสเตอรอลชนิดเลวหรือแอลดีแอง (LDL) ซึ่งเป็นตัวการสำคัญของโรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง

ทำให้การทำงานของต่อมไทรอยด์และต่อมหมวกไตเป็นไปอย่างปกติ

ไบโอตินและวิตามินบีอื่น ๆ จำเป็นสำหรับการทำงานของต่อมไทรอยด์ (thyroid gland) และต่อมหมวกไต (adrenal gland) ซึ่งทั้งสองต่อมนี้มีหน้าที่ในร่างกายหลายประการ เช่น ควบคุมความหิว การนอนหลับ การรับรู้ความเจ็บปวด อารมณ์ และการใช้พลังงานของร่างกาย ซึ่งการขาดวิตามินบีและไบโอติน อาจทำให้เกิดอาการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของต่อมไทรอยด์และต่อมหมวกไตได้ เช่น ความเหนื่อยล้า น้ำหนักขึ้น และปัญหาเกี่ยวกับการนอนหลับ เป็นต้น

จำเป็นในกระบวนการสร้างและซ่อมแซมเนื้อเยื่อและกล้ามเนื้อ

เมื่อเกิดความเสียหายต่อเนื้อเยื่อและกล้ามเนื้อ ไบโอตินและวิตามินบีอื่น ๆ ช่วยในการเจริญและการซ่อมแซมเนื้อเยื่อและกล้ามเนื้อ ทำให้เนื้อเยื่อและกล้ามเนื้อกลับมามีความแข็งแรงตามเดิม นอกจากนี้วิตามินบียังช่วยลดการอักเสบ ลดความเมื่อยล้า และที่สำคัญการขาดวิตามินบีและไบโอตินในระหว่างตั้งครรภ์ ส่งผลทำให้พัฒนาการของทารกในครรภ์มีความผิดปกติ

บำรุงสุขภาพของเส้นผม ผิว และเล็บให้แข็งแรง

วิตามินบี 7 เป็นวิตามินสำคัญที่ช่วยรักษาสุขภาพผิว ผมและเล็บให้แข็งแรง ภาวะขาดไบโอตินหรือได้รับไม่เพียงพอ อาจทำให้ผมบาง เปราะ หรือแตก ผิวแห้งระคายเคือง ซึ่งผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางหลาย ๆ ตัว ก็ใส่ไบโอตินเพื่อหวังว่าผิวหนังจะดูดซึมวิตามินไปใช้ได้ แต่อย่างไรก็ตามการรับประทานไบโอตินจากอาหาร ย่อมมีประโยชน์สูงที่สุด
ไบโอตินจะทำงานร่วมกับเอนไซม์ที่ทำหน้าที่ผลิตกรดอะมิโนที่มีความจำเป็นต่อการสังเคราะห์โปรตีนเคราติน (keratin) ซึ่งเป็นโปรตีนที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของผมและเล็บ
จากการศึกษาพบว่าการใช้ไบโอตินในปริมาณสูง สามารถช่วยรักษาเส้นผมและเล็บที่อ่อนแอได้ นอกจากนี้ biotin ยังช่วยปกป้องผิวจากสิว การติดเชื้อรา ผื่น ความแห้งกร้านและแตกของผิว
มีการศึกษาทดลองโดยให้ไบโอตินขนาด 2.5 มก. / วัน เป็นเวลา 6-15 เดือนในผู้หญิง 22 คน ที่มีปัญหาเล็บเป็นรอย แตก และเปราะ โดยเปรียบเทียบกับอาสาสมัครที่มีสุขภาพดีจำนวน 10 คน พบว่า 8 คนที่มีปัญหาเล็บเปราะ มีความหนาของเล็บเพิ่มขึ้น 25% หลังได้รับอาหารเสริมไบโอติน ส่วนอีก 14 คนพบว่าความหนาของเล็บเพิ่มขึ้น 7% ซึ่งไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญกับกลุ่มที่มีสุขภาพดี
อีกหนึ่งการศึกษาทดลองโดยให้ไบโอตินวันละ 2.5 มิลลิกรัมแก่อาสาสมัคร จำนวน 45 คน เป็นเวลาเฉลี่ย 5.5 เดือน พบว่าเล็บของอาสาสมัครกว่าร้อยละ 91 มีความแข็งและดูมีสุขภาพดีมากขึ้น
นอกจากนี้ยังมีการศึกษาแบบเก็บข้อมูลย้อนหลัง (retrospective study) ในคน 35 คนที่มีปัญหาเล็บเปราะ พบว่าการได้รับไบโอตินวันละ 2.5 มิลลิกรัม ติดต่อกันเป็นระยะเวลา 6-15 เดือน พบว่า 22 คนจาก 35 คน มีสุขภาพเล็บที่ดีขึ้น

การรับประทานไบโอติน (วิตามินบี 7) เสริม (biotin supplementation)

วิตามินบี 7 มักอยู่ในผลิตภัณฑ์เสริมวิตามินบีรวม (B-complex) มักประกอบด้วยวิตามินบีหลาย ๆ ตัวอย่างครบถ้วน เช่น  วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 วิตามินบี 6 และวิตามินบี 12
ตัวอย่างวิตามินบีคอมเพล็กซ์


นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหลาย ๆ ตัว ที่มีส่วนประกอบเป็นไอโอตินในความเข้มข้นสูง ซึ่งการใช้อาหารเสริมดังกล่าว ผู้ใช้ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนทุกครั้ง เพราะการรับประทานสารอาหารที่มากเกินไป ใช่ว่าจะเกิดผลดีเพียงอย่างเดียว แต่ก็มีโอกาสเกิดโทษได้เช่นเดียวกัน
ตัวอย่างอาหารเสริมไบโอติน

 

ใครบ้างที่ต้องการอาหารเสริมไบโอติน ใครบ้างที่ต้องกินเสริม

หน้าที่หลัก ๆ ของอาหารเสริมที่มี biotin คือ การรักษาภาวะขาดไบโอติน (biotin deficiency) อย่างไรก็ตามอย่างที่กล่าวไปในตอนต้นว่าภาวะขาดไบโอตินค่อนข้างหายาก เนื่องจากร่างกายต้องการไบโอตินต่อวันเพียงจำนวนน้อยนิด เช่น ในผู้ใหญ่ต้องการไบโอตินประมาณ 30 ไมโครกรัมต่อวันเท่านั้น ซึ่งการรับประทานอาหารก็สามารถให้วิตามินชนิดนี้อย่างเพียงพอ
อย่างไรก็ตามอาหารเสริมไบโอตินอาจมีประโยชน์ ในกรณีที่ประสบกับปัญหาผมเปราะ ผมร่วม ผมบาง โดยเฉพาะปัญหาผมร่วง ที่อาจเกิดขึ้นจากการทำสี การยืดผม ดัดผม หรือผมร่วงเมื่ออายุมากขึ้น หรือการใช้ยาบางชนิด เช่น ยารักษาสิวในกลุ่มกรดวิตามินเอ
นอกจากนี้ปัญหาผมร่วมผมบางอาจเกิดขึ้นจากผลของความผิดปกติบางประการ เช่น โรคโลหิตจาง หรือความผิดปกติของต่อมไทรอยด์
นอกจากปัญหาที่เกี่ยวกับผมแล้ว คนที่มีปัญหาเกี่ยวกับเล็บ เช่น เล็บเปราะ เล็บแตกง่าย ก็สามารถเสริมไบโอตินได้เช่นเดียวกัน ซึ่งผลการศึกษาในข้างต้นก็พบว่าไบโอตินช่วยทำให้เล็บหนาขึ้นได้

เลือกอาหารเสริมไบโอติน (Biotin supplements) อย่างไร

มีอาหารเสริมไบโอตินหลากหลายยี่ห้อนับไม่ถ้วนในท้องตลาด ซึ่งเคล็ดลับการเลือกผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดมีดังต่อไปนี้
คุณภาพ
ควรหลีกเลี่ยงอาหารเสริมไบโอตินที่มีส่วนผสมที่ไม่จำเป็น หรือเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้มาจากสารสังเคราะห์ โดยส่วนผสมต่าง ๆ ที่ใส่ลงมา อาจยังไม่มีการศึกษาที่รองรับ หรือยังไม่ได้ผ่านการศึกษาถึงปริมาณที่เหมาะสม นอกจากนี้ชื่อเสียงของผู้ผลิตก็เป็นส่วนหนึ่งที่ผู้บริโภคควรพิจารณา
ความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์
การรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต่าง ๆ ต้องเน้นที่ความปลอดภัยและมาตรฐานในการผลิต เมื่อเลือกผลิตภัณฑ์เสริม biotin ให้มองหาผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในโรงงานที่ได้รับการรับรองภายใต้แนวทางการผลิตที่ดี (GMP) และต้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้ได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยา
และถ้ามีประวัติแพ้ยาหรือแพ้อาหาร ควรตรวจสอบก่อนให้ดีว่าผลิตภัณฑ์นั้น ๆ มีส่วนประกอบที่แพ้หรือเปล่า บางครั้งผลิตภัณฑ์อาจไม่มีส่วนผสมของสิ่งที่แพ้ก็ได้ แต่อาจจะเกิดการปนเปื้อนขึ้นได้ในขั้นตอนการผลิต
ปริมาณไบโอติน
อีกหนึ่งสิ่งที่ควรพิจารณาในการเลือกซื้ออาหารเสริมไบโอติน คือ ปริมาณไบโอตินที่ให้ต่อหนึ่งหน่วยบริโภค โดยอาหารเสริมไบโอตินสำหรับดูแลเส้นผมมักมีปริมาณไบโอติน 5,000 ถึง 10,000 ไมโครกรัม ซึ่งเป็นปริมาณที่สูงมาก แต่ส่วนใหญ่แล้วค่อยก่อให้เกิดพิษ เนื่องจากไบโอตินเป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ เมื่อร่างกายได้รับเกินความต้องการ ก็จะขับออกทางปัสสาวะเป็นส่วนใหญ่

กินไบโอตินเยอะเกิน เป็นอะไรไหม

อย่างที่กล่าวไปว่าไบโอตินเป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ ขับออกทางปัสสาวะเมื่อได้รับเกินความต้องการ และยังไม่มีรายงานพิษใด ๆ ที่เกิดจากการได้รับไบโอตินเกินขนาด โดยมีหลาย ๆ การศึกษาลองให้ไบโอติน 10-50 มิลลิกรัมต่อวัน และสูงสุดถึง 200 มิลลิกรัมต่อวัน หรือให้ไบโอตินทางหลอดเลือด 20 มิลลิกรัมต่อวันในผู้ป่วยที่พร่องเอนไซม์ biotinidase ก็พบว่าไม่ก่อให้เกิดอาการข้างเคียงหรือพิษใด ๆ

สืบค้นเพิ่มเติม

Biotin Fact Sheet for Health Professionals

คุณอาจจะสนใจ

วิตามินบี 2 (VITAMIN B2) ไรโบฟลาวิน (RIBOFLAVIN) ค... วิตามินบี 2 (Vitamin B2) หรือไรโบฟลาวิน (Riboflavin) เป็นหนึ่งในกลุ่มวิตามินบีคอมเพล็กซ์ (Vitamin B Complex) มีหน้าที่สำคัญหลายประการในร่างกาย รวมถึงย...
ผมร่วง พิชิตได้ด้วย 9 เทคนิค รับมือปัญหาผมร่วงที่ห... ปัญหาผมร่วง เป็นปัญหาสำหรับหลายคนทีเดียว และแน่นอนว่าปัญหานี้มักจะส่งผลอย่างมากกับบุคลิกของคุณ ซึ่งแน่นอนว่า หลายคนอาจจะมองว่ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ห...
ปากนกกระจอก ขาดวิตามินอะไร รักษาอย่างไร มีสาเหตุอื... ก่อนที่เราจะมาดูกันว่า ปากนกกระจอก ขาดวิตามินอะไร เรามาทำความรู้จักกับโรคปากนกกระจอกกันก่อน By Matthew Ferguson 57 (Own work) , via Wikimedia Commons...
แชมพูสระผมยี่ห้อไหนดี กับเคล็ดลับในการเลือกแชมพูสร... แชมพูสระผมยี่ห้อไหนดี ??  เป็นหนึ่งในคำถามที่หลาย ๆ คนหาคำตอบมาเนิ่นนาน เนื่องจากแชมพูสระผมที่มีจำหน่ายในท้องตลาดมีหลากหลายยี่ห้อ แต่ละยี่ห้อก็ชูโรงด้...
วิตามินเอ (Vitamin A) ประโยชน์ แหล่งที่พบ และอาการ... วิตามินเอ (vitamin A) เป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน สามารถพบได้ในอาหารหลากชนิด ทั้งอาหารจากพืชและจากสัตว์ โดยทั่วไปแล้ว วิตามินเอในอาหาร จะพบได้ 2 รูปแบบ...
วิตามินบี (vitamin B) วิตามินบีรวม คืออะไร มีประโย... วิตามินบี (vitamin B) เป็นกลุ่มของวิตามิน 8 ชนิด ที่มีคุณสมบัติละลายในน้ำ โดยวิตามินบีทั้ง 8 ชนิด สามารถเรียกรวม ๆ กันได้ว่า วิตามินบีรวม หรือวิตามินบ...
วิตามิน สารอาหาร ในผักและผลไม้สด จะรักษาไว้ให้นานไ... ผักและผลไม้เมื่อเก็บจากต้นแล้ว จะเกิดการสูญเสียสารอาหารสำคัญต่าง ๆ เช่น วิตามิน สารไฟโตนิวเทรียนส์ (phytonutrients) เช่น สารฟลาโวนอยด์ (flavonoids) เบ...
วิตามิน 13 ชนิด ประโยชน์ หน้าที่ แหล่งที่พบ และอาก... วิตามิน (vitamin) เป็นสารอาหารที่สำคัญจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของเรา วิตามินเป็นสารอาหารที่ไม่ให้พลังงาน ซึ่งแตกต่างจากสารอาหารพวกคาร์โบไฮเดรต ไขมัน...

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *