โรคเบาหวาน คุณมีความเสี่ยงอยู่หรือเปล่า

โรคเรื้อรังที่มีสถิติผู้ป่วยสูงอีกโรคหนึ่ง คงหนีไม่พ้นโรคเบาหวาน (diabetes) ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่ใครจะเป็นหรือไม่เป็นโรคเบาหวาน ก็ขึ้นกับว่าใครมีปัจจัยเสี่ยง สภาพร่างกาย หรือการใช้ชีวิตที่สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดเบาหวานหรือไม่
โรคเบาหวานมี 2 ชนิด ได้แก่

  • ชนิดที่ 1 (diabetes type 1) เป็นเบาหวานที่เป็นแต่กำเนิด (มีน้อยที่อาจพบในวัยผู้ใหญ่) คนกลุ่มนี้มักพบว่าตนเองเป็นเบาหวานตั้งแต่วัยเด็ก และต้องฉีดยาอินซูลินทุกวัน ตลอดชีวิต
  • ชนิดที่ 2 (diabetes type 2) เป็นเบาหวานที่อาจเกิดจากพฤติกรรมการทานอาหาร การใช้ชีวิตของเรา รวมถึงกรรมพันธุ์ด้วย เบาหวานชนิดนี้มักพบตอนเป็นผู้ใหญ่แล้ว โดยมักจะเจอตอนตรวจสุขภาพ หรือไม่ก็มีอาการของโรคไปมากแล้ว คนที่เป็นชนิดนี้สามารถรักษาโดยใช้ยา หรือใช้ฮอร์โมนอินซูลินก็ได้ ซึ่งขึ้นกับความรุนแรงของโรค

เบาหวาน โรคเบาหวานโรคเบาหวานชนิดที่ป้องกันได้ คือ ชนิดที่ 2 ซึ่งสามารถป้องกันได้โดยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เหมาะสม เช่น เพิ่มการออกกำลังกาย เพิ่มการเคลื่อนไหวร่างกายในแต่ละวัน หรือพูดง่าย ๆ ก็คือเป็นคนที่แอคทีฟ (active) นั่นเอง
นอกจากเรื่องการออกกำลังกายแล้ว เรื่องการรับประทานอาหารก็มีความสำคัญ อย่างที่เรารู้กันว่า อาหารที่มีแป้ง (คาร์โบไฮเดรต) เยอะ ไขมันสูง รวมถึงการรับประทานอาหารที่มากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการ ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อเบาหวานทั้งสิ้น
อย่างที่เราทราบกันดีว่า ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ส่วนมากจะรู้ว่าเป็นตอนตรวจสุขภาพ ซึ่งบางครั้งมันก็สายไปแล้ว เป็นเบาหวานไปแล้ว แต่จะดีกว่าไหมถ้าเรายังไม่เป็น แต่เรารู้ว่าเรามีความเสี่ยงที่จะเป็นหรือเปล่า จะได้หาทางป้องกันและทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น
ปกติแล้วการคัดกรองเบาหวานก็ไม่ได้มีข้อบ่งชี้ให้ทำในทุกคน แต่จะมีหลักเกณฑ์บางอย่าง ที่เป็นข้อบ่งชี้ว่าคุณควรไปรับการตรวจคัดกรองโรคเบาหวาน
เราจะมาดูว่าอะไรที่เป็นความเสี่ยงของการเกิดโรคเบาหวาน

ปัจจัยต่าง ๆ ที่ทำให้คุณมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นเบาหวาน

ปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ที่ะบุไว้ในแนวทางเวชปฏิบัติสำหรับผู้ป่วยเบาหวานของประเทศไทย มีดังต่อไปนี้

  1. ปัจจัยเรื่องอายุ โดยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 มักจะพบในวัยผู้ใหญ่ โดยเกณฑ์กำหนดไว้ที่ 35 ปี ดังนั้นแค่คุณอายุ 35 ปีขึ้นไป ก็ควรได้รับการตรวจน้ำตาลเป็นประจำแล้ว
  2. การคำนวณ BMI (body mass index) โดยใช้น้ำหนักหน่วยเป็นกิโลกรัมหารด้วยส่วนสูงหน่วยเป็นเมตรยกกำลังสอง โดยถ้าคำนวณออกมาแล้ว ค่า BMI อยู่ที่มากกว่า 25 กก./ม2 คุณก็อยู่ในเกณฑ์อ้วน มีความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานสูง
  3. เป็นโรคความดันโลหิตสูง หรือกำลังกินยาความดันอยู่ ก็มีความเสี่ยงของโรคเบาหวานสูงเช่นกัน
  4. ไขมันในเลือดก็เป็นตัวบ่งบอกถึงสมรรถภาพของร่างกายในการเผาผลาญ การใช้น้ำตาลในร่างกาย ถ้าคุณมีไขมันในเลือดสูงหรือกินยาลดไขมันอยู่ ก็ควรได้รับการตรวจคัดกรอง
  5. ข้อนี้สำหรับคนที่มีลูกแล้ว ในกรณีที่ตอนตั้งครรภ์ แล้วคุณแม่เป็นเบาหวานในขณะตั้งครรภ์ (ก่อนตั้งครรภ์ไม่เคยเป็น) หรือคลอดบุตรออกมาหนักมากกว่า 4 กิโลกรัม คุณแม่ก็มีความเสี่ยงสูงของโรคเบาหวานในอนาคต
  6. ร่างกายใช้น้ำตาลได้ไม่ดี อันนี้ดูได้จากผลการตรวจน้ำตาลในเลือดครั้งที่ผ่าน ๆ มา โดยต้องวัดเมื่ออดอาหารมาแล้วอย่างต่ำ 8 ชั่วโมง ถ้าน้ำตาลอยู่ระหว่าง 100 ถึง 125 มิลลิกรัม/เดซิลิตร คุณก็มีความเสี่ยงในการเกิดเบาหวาน
  7. เป็นโรคที่เกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือดของหัวใจ เช่น หลอดเลือดหัวใจตีบ ก็มีแนวโน้มว่าอาจพบโรคเบาหวานด้วยก็ได้
  8. สำหรับผู้หญิง นอกจากจะดูตอนตั้งครรภ์แล้ว ถ้าคุณมีอาการของถุงน้ำในรังไข่ (polycystic ovarian syndrome) คุณก็มีความเสี่ยงสูงเช่นกันที่จะเป็นโรคเบาหวาน

เมื่อไรจะบอกได้ว่าเป็นเบาหวาน

ระดับน้ำตาลในเลือด (หลังอดอาหาร 8 ชั่วโมง)

(มิลลิกรัม/เดซิลิตร)

แปลผล
น้อยกว่า 100 ระดับน้ำตาลปกติ
100-125 ร่างกายใช้น้ำตาลได้ดีแล้ว (impair fasting glucose)
126 ขึ้นไป เบาหวาน (diabetes)

ถ้าเราไปตรวจสุขภาพ แล้วผลน้ำตาลออกมาน้อยกว่า 100 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ก็หมายความว่ายังไม่เป็นเบาหวาน ยังปลอดภัยอยู่ แต่ก็ต้องคอยดูแลตนเอง ออกกำลังกาย หรือทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ต่อสุขภาพ
แต่ถ้าตรวจออกมาแล้ว น้ำตาลในเลือดอยู่ที่ 100 ถึง 125 มิลลิกรัม/เดซิลิตร แสดงว่าร่างกายเริ่มใช้น้ำตาลได้ไม่ดีแล้ว (impair fasting glucose) คุณหมอก็มักจะแนะนำว่าให้เปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเคร่งครัด ออกกำลังกาย ลดแป้ง ลดน้ำตาล ถ้าปล่อยไว้อนาคตอาจต้องเป็นเบาหวานแน่ ๆ
แต่ถ้าเจาะเลือดแล้วน้ำตาลมากกว่า 126 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ก็อาจมีการเจาะซ้ำอีก ถ้าเจาะอีกครั้งแล้วผลเหมือนเดิม หมายความว่าคุณอาจจะเป็นโรคเบาหวาน (ต้องได้รับการยืนยันจากแพทย์และใช้องค์ประกอบอื่น ๆ วินิจฉัยร่วมด้วย)
หมายเหตุ การเจาะน้ำตาลข้างต้น เป็นการเจาะหลังอดอาหารมาแล้วอย่างน้อย 8 ชั่วโมง (fasting)
และถึงแม้ว่าคนที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานและได้รับยาอยู่ เมื่อเจาะน้ำตาลแล้วพบว่าน้ำตาลในเลือดต่ำกว่า 100 คุณก็ยังเป็นเบาหวาน แต่จะเรียกว่า เบาหวานที่ควบคุมได้ (controlled diabetes) 
นอกจากจะดูผลน้ำตาลในเลือดแล้ว ถ้าคุณมีอาการอย่างเด่นชัดเลยว่าเป็นเบาหวาน และมีน้ำตาลในเลือด (เจาะเวลาไหนก็ได้) มากกว่า 200 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ก็จะจัดเป็นโรคเบาหวานเช่นกัน
ถ้าคุณยังไม่มีความเสี่ยงใดๆใน 8 ข้อข้างต้น ก็ถือว่าโชคดีมากๆ แต่คนที่อายุมากกว่า 35 ปีความโชคดีก็น้อยลง เพราะได้ความเสี่ยงมา 1 ข้อ แต่ถ้าดูแลสุขภาพเป็นอย่างดี หาของดี ๆ ให้กับร่างกาย เชื่อได้ว่าแม้อายุจะ 60 คุณก็ยังมีสุขภาพดีปราศจากโรค
แต่ถ้ามีความเสี่ยงแล้ว ก็มาดูว่าความเสี่ยงข้อใดที่เราสามารถแก้ไขได้ แต่ที่แน่ๆเวลาไม่ย้อนกลับ ดังนั้นเรื่องอายุก็ปัจจัยเสี่ยงที่เลี่ยงไม่ได้ ถ้าเรารู้ว่าข้อไหนแก้ได้ แล้วแก้ให้ตรงจุด พอปัญหานั้นหมดไป ความเสี่ยงของเราก็จะลดลง เราก็จะห่างไกลจากเบาหวานมากขึ้น
แหล่งข้อมูล
แนวเวชปฏิบัติสำหรับโรคเบาหวาน พ.ศ.2557

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *