เชื้อดื้อยา (Antibiotic Resistant)

สถานการณ์ที่เคยเกิดขึ้น ได้แก่

  • เป็นไข้ เจ็บคอมาก มีเสลดสีเขียว น้ำมูกสีเขียว แพทย์เคยสั่งยาฆ่าเชื้อชนิดเดียวกันกับครั้งนี้ แต่ทำไมครั้งนี้กินยามาแล้วหลายวันอาการไม่ดีขึ้น3
  • เป็นหนองใน เมื่อก่อนเคยกินยาแค่มื้อเดียวแล้วก็หาย แต่ครั้งนี้ทำไมถึงต้องไปฉีดยาที่โรงพยาบาลถึงจะหาย
  • ผ่าตัด แผลติดเชื้อ ทำไมรักษาแผลติดเชื้อยากลำบาก
  • มีคนรู้จักนอนโรงพยาบาลห้อง ICU ด้วยโรคหัวใจ หลายวันผ่านไปเกิดติดเชื้อแทรกซ้อนขึ้น เกือบเสียชีวิต

เชื้อโรค แบคทีเรีย

คำถามคำตอบเกี่ยวกับเชื้อดื้อยา (Q&A) 

โดย ภก.ณกรณ์ อยู่นิ่ม
ทำไมถึงเกิดสถานการณ์ดังกล่าวข้างต้น

  • ใช้ยาผิด ซึ่งอาจเกิดจากใช้ยาที่ไม่ครอบคลุมเชื้อที่เป็นสาเหตุก่อโรค ใช้ยาที่มีขนาดยาไม่เหมาะสม เช่น มีขนาดยาต่ำไปหรือ ใช้ยาไม่นานพอที่จะกำจัดเชื้อได้หมด และที่สำคัญเกิดจากเชื้อดื้อยา

ยาที่ใช้ในการรักษาโรคติดเชื้อแบคทีเรีย คือยาอะไร

  • ยาที่ใช้ในการรักษาโรคติดเชื้อ เรียกว่า ยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อ (antibiotics) โดยเป็นยาที่ทำลาย ฆ่า หรือยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย โดยผ่านหลายๆกลไกเช่น ยับยั้งการสร้างผนังเซลล์ ยับยั้งการสร้างโปรตีน ยับยั้งการสร้าง ดีเอ็นเอ ทำให้กำจัดเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของโรคได้และทำให้หายขาดจากโรคนั้นๆได้

เชื้อดื้อยา…คืออะไร

  • เชื้อดื้อยาในที่นี้คือ เชื้อที่ดื้อต่อยาปฏิชีวนะ ซึ่งเชื้อดื้อยานี้จะทนต่อยาที่เคยยับยั้งหรือฆ่าตัวเชื้อได้ ส่งผลให้ยาที่เคยใช้ได้ผลกลับใช้ไม่ได้ผล ทำให้ไม่หายจากการติดเชื้อ และมีโอกาสแพร่เชื้อดื้อยาไปสู่คนอื่นๆได้อีก โรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่พบบ่อยและมักพบว่ามีสาเหตุจากเชื้อดื้อยาอยู่บ่อยครั้ง เช่น การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ ปอดอักเสบ และการติดเชื้อในกระแสเลือด

กลไกของการดื้อยาของเชื้อแบคทีเรียดื้อยาเป็นอย่างไร

  • กลไกการเกิดการดื้อยานั้นมีหลายกลไก ได้แก่ การผลิตเอนไซม์มาทำลายยา ทำให้ยาปฏิชีวนะไม่สามารถออกฤทธิ์ได้ การเปลี่ยนแปลงเป้าหมายที่ยาไปออกฤทธิ์ โดยเปลี่ยนแปลงรูปร่างเป้าหมายทำให้ยาจับกับเป้าหมายไม่ได้ ยาจึงออกฤทธิ์ไม่ได้ มีการผลิตเป้าหมายที่ยาไปออกฤทธิ์เพิ่มขึ้น ทำให้ยาที่มีอยู่ไม่สามารถออกฤทธิ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้การดื้อยายังเกิดจากลดการนำยาเข้ามาในเซลล์ รวมถึงเพิ่มการขับออกยาออกจากเซลล์อีกด้วย

เชื้อดื้อยา…เกิดขึ้นได้อย่างไร

  • การเกิดแบคทีเรียที่เป็นสายพันธุ์ดื้อยา เป็นกลไกตามธรรมชาติ ที่เกิดขึ้นจากการแบ่งตัวของแบคทีเรีย การเกิดการกลายพันธุ์ (mutation) หรือการแลกเปลี่ยนสารพันธุกรรมกันระหว่างแบคทีเรีย เช่น กระบวนการคอนจูเกชั่น (conjugation) ที่มีการแลกเปลี่ยนสารพันธุกรรมระหว่างแบคทีเรีย ซึ่งเป็นผลดีต่อการอยู่รอดของแบคทีเรีย ซึ่งสารพันธุกรรมที่เกี่ยวข้องกับการดื้อยาก็มีการแลกเปลี่ยนกันด้วย

ทำไมในปัจจุบันเชื้อดื้อยาจึงมีอัตราการเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

  • ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา การเกิดและการแพร่กระจายเชื้อดื้อยามีการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีปัจจัยเร่งต่างๆ เช่น การขยายการเติบโตของเมือง การอยู่อาศัยอย่างแออัด ทำให้สุขลักษณะของการอยู่อาศัยต่ำลง การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม สภาพภูมิอากาศ การเพิ่มขึ้นของประชากรที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น การเพิ่มสัดส่วนของผู้สูงอายุ การแพร่กระจายของไวรัส HIV รวมถึงการเดินทางระยะไกลเป็นไปได้สะดวกและรวดเร็วขึ้น ทำให้เชื้อดื้อยาจากอีกที่หนึ่งแพร่กระจายไปยังอีกสถานที่หนึ่งได้โดยง่าย และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การใช้ยาปฎิชีวนะอย่างไม่เหมาะสม อันเป็นสาเหตุที่สำคัญของการเกิดเชื้อดื้อยา

การใช้ยาปฏิชีวนะอย่างไม่เหมาะสม เป็นอย่างไร

  • การใช้ยาที่มีระยะเวลาในการใช้ยาที่สั้นเกินไป ซึ่งอาจเกิดจาก ใช้ยาไม่ครบตามจำนวนวันที่แพทย์สั่ง ลืมรับประทานยา รวมถึง การหยุดยาปฏิชีวนะเมื่ออาการดีขึ้น เช่น หายเจ็บคอ ไม่มีไข้จึงหยุดยา
  • การใช้ยาปฏิชีวนะมากเกินไป มากเกินความจำเป็น เช่นการใช้ยาติดต่อเป็นระยะเวลายาวนานโดยไม่มีข้อบ่งชี้ในการใช้
  • การใช้ยาในขนาดต่ำเกินไป เช่น รับประทานยาแค่ 2 มื้อแต่ที่ควรจะเป็นคือ 4 มื้อ ทำให้ไม่เพียงพอต่อการออกฤทธิ์ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
  • การใช้ยาไม่ถูกกับโรค เช่นการใช้ยาปฏิชีวนะในการรักษาโรคไข้หวัดที่เกิดจากเชื้อไวรัส
  • ยาปฏิชีวนะหาซื้อได้ง่ายเกินไป ทำให้การใช้ยาอย่างไม่เหมาะสมสูงขึ้น และ
  • การแบ่งยากันใช้ ทำให้เกิดการใช้ยาอย่างไม่เหมาะสมหลายอย่าง เช่น ใช้ยาไม่ถูกกับโรค ใช้ขนาดยาไม่ถูกต้อง เป็นต้น

ปัญหาเชื้อดื้อยาเกิดขึ้นทั่วโลกหรือไม่

  • ปัญหาเชื้อดื้อยาเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วโลก แม้แต่ในชาติที่พัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกา หรือสภาพยุโรป (EU) ก็มีปัญหาเชื้อดื้อยาเช่นเดียวกับประเทศไทย

ปัญหาเชื้อดื้อยาส่งผลกระทบต่ออะไรบ้าง

  • ปัญหาเชื้อดื้อยาส่งผลกระทบหลายอย่าง ทั้งทางด้านสาธารณสุข ด้านการรักษาโรค ด้านการป้องกันโรค รวมถึงด้านเศรษฐกิจและสังคมอีกด้วย

ผลกระทบด้านสาธารณสุข ด้านเศรษฐกิจและสังคมเป็นอย่างไรบ้าง

  • ในด้านสาธารณสุขนั้น การติดเชื้อดื้อยาต้องใช้ระยะเวลารักษาที่ยาวนานขึ้น รวมถึงอาจมีความจำเป็นต้องเปลี่ยนยารักษาตัวใหม่ ซึ่งบางครั้งมีราคาแพงและมีอันตรายมากกว่ายาที่ใช้เป็นมาตรฐานสำหรับเชื้อทั่วไป นอกจากนี้การติดเชื้อดื้อยายังเพิ่มความเสี่ยงในการเสียชีวิตอีกด้วย นอกจากผลกระทบต่อด้านสาธารณสุขแล้ว ยังเกิดผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมอีกด้วย เช่น ต้องเสียค่าใช้จ่ายที่มากขึ้นจากการรักษาที่ยาวนานขึ้น รวมถึงค่าใช้จ่ายอื่นๆในการดูแลผู้ป่วย และยังสูญเสียแรงงานจากการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ทำให้ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ

ตัวอย่างปัญหาทางสาธารณสุขที่เกิดจากเชื้อดื้อยามีตัวอย่างอะไรบ้าง

  • ตัวอย่างแรกคือ หนองใน (gonorrhea) ที่เกิดจากเชื้อ Neisseria gonorrhoeae โดยในหลายประเทศมีรายงานความล้มเหลวของการรักษาด้วยยากลุ่มเซฟาโลสปอริน (cephalosporins) รุ่นที่ 3 ซึ่งใช้เป็นยามาตรฐานในการรักษาหนองใน เมื่อมีความล้มเหลวของการักษา ปัญหาที่ตามมาต่อผู้ป่วยเมื่อไม่สามารถรักษาหนองในให้หายได้คือ อาการแทรกซ้อนต่างๆ เช่น เป็นหมัน (infertility) ผลต่อทารกในครรภ์และทารกที่คลอดออกมาอาจตาบอดได้
  • โรคติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ (urinary tract infection) เช่น กระเพาะปัสสาวะอักเสบ กรวยไตอักเสบ ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อ Escherichia coli (E. coli) ได้พบปัญหาการดื้อยา กลุ่มฟลูโรควิโนโลน (fluroquinolones) ที่ใช้รักษาโรคติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ
  • นอกจากนี้ยังพบเชื้อดื้อยาที่ก่อโรคอื่นๆ เช่น staphylococcus aureus ที่ก่อให้เกิดโรคติดเชื้อที่รุนแรงในสถานพยาบาล

ในปัจจุบัน สถานการณ์โรคติดเชื้อในประเทศไทยเป็นอย่างไรบ้าง

  • ในปี พ.ศ.2553 ประเทศไทยมีมูลค่าการใช้ยาปฏิชีวนะ กว่า 10,000 ล้านบาท/ปี มีอัตราการติดเชื้อดื้อยาปฎิชีวนะถึงกว่า 100,000 คน/ปี ทำให้ผู้ป่วยต้องนอนโรงพยาบาลนานขึ้นกว่า 3.24 ล้านวัน/ปี มีอัตราเสียชีวิต 38,481 ราย/ปี และเกิด ความสูญเสียทางเศรษฐกิจ เป็นมูลค่า 2,539-6,084 ล้านบาท/ปี

การคิดค้นยาใหม่ๆ เพื่อรักษาโรคติดเชื้อ ในปัจจุบันมีบ้างหรือเปล่า

  • นับตั้งแต่ปลายทศวรรษที่ 80 จนถึงปัจจุบัน ไม่ได้มีการคิดค้นยาปฏิชีวนะกลุ่มใหม่ มีแต่การคิดค้นยาในกลุ่มเดิมๆ แต่ก็เป็นจำนวนน้อยมาก นั่นอาจหมายความว่ามนุษย์อาจเข้าสู่ยุคหลังยาปฏิชีวนะ (post antibiotics era) ซึ่งโรคติดเชื้อทั่วๆไป รวมถึงการบาดเจ็บเล็กน้อย อาจนำความตายมาสู่มนุษย์ได้

มีวิธีการใดบ้างที่จะชะลอความเร็วในการเกิดเชื้อดื้อยาได้บ้าง

  • การแก้ปัญหาเชื้อดื้อยา เริ่มต้นได้จากตัวของเราทุกๆคน ได้แก่ การใช้ยาปฏิชีวนะให้ครบตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด แม้ว่าอาการจะดีขึ้นแล้วก็ตาม ไม่ซื้อยาปฎิชีวนะใช้เองโดยควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยาทุกครั้ง ไม่แบ่งยากันใช้ แม้ว่าจะมีอาการคล้ายๆกัน และไม่ใช้ยาปฏิชีวนะที่เหลือจากครั้งก่อนๆ

แหล่งข้อมูล
World Health Organization. Antimicrobial resistance: global report on surveillance. Geneva: World Health Organization; 2014.
World Health Organization [Internet]. Geneva: World Health Organization; 2014 [updated 2013 Apr; cited 2014 Jun 22]. Fact sheet N°194 Antimicrobial resistance; [about 7 screens]. Available from: http://www.who.int/mediacentre/factsheets/fs194/en/
World Health Organization. Antimicrobial resistance frequently asked questions. Geneva: World Health Organization; 2014.
National Antimicrobial Resistance Surveillance Center of Thailand [Internet]. Nonthaburi: National Institute of Health; 2013 [updated 2013 Mar 24; cited 2014 Jun 22]. NARST: National Antimicrobial Resistance Surveillance Center, THAILAND; [about 2 screens]. Available from: http://narst.dmsc.moph.go.th/news001.html
Centers for Disease Control and Prevention. Antibiotic resistance threats in the United States, 2013. Atlanta: Centers for Disease Control and Prevention; 2013.

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *