สิว (Acne Vulgaris) เป็นปัญหาสำคัญของผิวหนัง ที่สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศและทุกวัย เรามักจะสังเกตุว่าคนที่มีปัญหาสิวส่วนใหญ่แล้วมักจะอยู่ในช่วงวัยรุ่น เนื่องจากในช่วงนี้มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศนั่นเอง

บริเวณที่เกิดสิวมากที่สุดมักจะเป็นบริเวณใบหน้า หน้าอก หัวไหล่ และแผ่นหลัง ซึ่งอาจเกิดได้ทั้งสิวหัวดำ สิวหัวขาว สิวหนอง สิวอักเสบ รวมถึงสิวเสี้ยน

ผลกระทบจากการเกิดสิวไม่มีเพียงแต่ความสวยงามเท่านั้น แต่ยังก่อให้เกิดปัญหาทางด้านจิตใจ ความเครียด ลดความมั่นใจในตนเอง บางครั้งก็ร้ายแรงจนถึงการคิดฆ่าตัวตาย

สาเหตุของสิว…ที่หลายคนอาจไม่รู้

สาเหตุหลัก ๆ ที่อาจทำให้เกิดสิว ได้แก่

  • การเพิ่มขึ้นของฮอร์โมนเพศชาย หรือฮอร์โมนแอนโดรเจน (androgen) ซึ่งจะกระตุ้นต่อมไขมันที่ผิวหนัง ทำให้ผลิตน้ำมันออกมามากกว่าปกติ ในผู้หญิงบางคนที่มีฮอร์โมนชนิดนี้มากกว่าปกติ แพทย์อาจจะใช้ยาปรับฮอร์โมน (ยาคุม) เพื่อช่วยรักษาสิวก็ได้
  • เกิดการอุดตันของน้ำมันส่วนเกิน ขี้ไคล เศษฝุ่นละอองในรูขุมขน ทำให้เกิดสิวอุดตัน
  • มีการเติบโตของแบคทีเรียที่ชื่อว่า Propionebacterium Acnes (P. acne) บนผิวหนังมากเกินไป ทำให้เกิดสิวอักเสบ
  • ยาบางชนิดก็กระตุ้นให้เกิดสิวได้เช่นเดียวกัน โดยยากลุ่มสเตียรอยด์ (steroids) ยาไอโซไนอาซิด (isoniazid) ยาลิเธียม (lithium) และฟีนีตอย (phenytoin) พบว่าก่อให้เกิดสิวได้บ่อย
  • ฝุ่นละออง การแพ้ อากาศร้อนชื้น และการใช้เครื่องสำอางที่ไม่เหมาะกับสภาพผิว
  • บางคนอาจเกิดจากการดื่มนม หรือทานอาหารที่มีนมเป็นส่วนผสม ก็ทำให้เกิดสิวได้เช่นกัน

สิวมีกี่ประเภท…อะไรบ้าง

การแบ่งประเภทของสิว ทำให้เราสามารถเลือกใช้วิธีรักษาสิวที่เหมาะสม ตรงจุด และทำให้สิวหายขาดได้ เราสามารถแบ่งประเภทสิว จากการดูว่ามีการอักเสบเกิดขึ้นหรือไม่ ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท ดังนี้

สิวไม่อักเสบ…สิวอุดตัน

สิวอุดตัน
Blausen.com staff. “Blausen gallery 2014”. Wikiversity Journal of Medicine. DOI:10.15347/wjm/2014.010. ISSN 20018762. – Own work

สิวไม่อักเสบ (noninflammatory acne) หรือ โคมีโดน (comedones) เกิดจากการอุดตันของไขมันและขี้ไคล (เคราติน) ในรูขุมขน

ถ้ารูขุมขนยังปิดอยู่ ไขมันและสิ่งสกปรกยังฝังอยู่ใต้ผิวหนัง ก็จะเรียกว่า สิวหัวปิดหรือสิวหัวขาว (close comedones หรือ whitehead) ซึ่งมักจะพัฒนากลายเป็นสิวอักเสบ

สิว สิวไม่อักเสบ สิวหัวขาว white head
สิวอุดตัน หัวขาว By Roshu Bangal (Own work) [CC BY-SA 4.0 (http://creativecommons.org/licenses/by-sa/4.0)], via Wikimedia Commons

แต่ถ้ารูขุมขนเปิด หรือมีสิ่งสกปรกอุดตันเปิดออกมาสัมผัสกับอากาศ จะเกิดปฏิกิริยาเคมี ที่เรียกว่า ปฏิกิริยาออกซิเดชั่น (oxidation) สีของสิ่งอุดตันจึงกลายเป็นสีดำ เราจึงเรียกว่า สิวหัวเปิดหรือสิวหัวดำ (open comedones หรือ blackhead)

สิวอุดตัน สิวหัวดำ blackhead
สิวหัวดำ By Elecbullet (Own work) [Public domain], via Wikimedia Commons

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับสิวอุดตันและวิธีรักษา

สิวอักเสบ…หรือสิวหัวหนอง

เราอาจสังเกตสิวอักเสบด้วยวิธีการง่าย ๆ คือ มีการบวม แดง และอาจมีอาการเจ็บได้ สิวอักเสบยังแบ่งตามความรุนแรงและลักษณะได้หลายระดับ

การอักเสบจะเกิดขึ้นเมื่อมีการเจริญของเชื้อแบคทีเรีย ที่เรียกว่า P. acnes ในสิวหัวขาว โดยเชื้อตัวนี้จะย่อยไขมันที่ถูกขับออกมาจากต่อมไขมัน ให้เป็นกรดไขมัน (กรดไขมันเป็นหน่วยย่อยของไขมัน) ซึ่งมีสภาพเป็นกรด ทำให้เกิดการระคายเคืองของผิวหนังได้ และจะกระตุ้นให้เม็ดเลือดขาวมารวมตัวกันมากขึ้น และจะเกิดการอักเสบในที่สุด

Propionibacterium acnes (P. acnes) CDC/Bobby Strong [Public domain], via Wikimedia Commons

เมื่อมีการอักเสบแล้วผิวหนังจะนูนกลายเป็น สิวหัวแดง (papules) แต่เมื่อมีการอักเสบมากขึ้นก็จะเกิด สิวหัวหนอง (pustule)

สิวอักเสบ papule
สิวอักเสบแบบ papule (สิวหัวแดง) By M. Sand, D. Sand, C. Thrandorf, V. Paech, P. Altmeyer, F. G. Bechara [CC BY 2.0 (http://creativecommons.org/licenses/by/2.0)], via Wikimedia Commons
สิว สิวอักเสบ pustule
สิวอักเสบแบบ pustule (สิวหัวหนอง) By Diariodaj (Personal file) [Public domain], via Wikimedia Commons

ถ้ามีการอักเสบของหลาย ๆ รูขุมขน จะทำให้หัวสิวมีลักษณะกดแล้วนิ่ม ภายในเป็นหนองร่วมกับมีเลือดปน จะเรียกว่า สิวอักเสบก้อนแดง (nodule)  แต่ถ้ามีการอักเสบเพิ่มขึ้นก็จะพัฒนาเป็น สิวซิสต์ (cyst) ได้

สิว สิวอักเสบ สิวที่หลัง
สิวอักเสบแบบ Nodule ที่แผ่นหลัง By James Heilman, MD (Own work) [CC BY-SA 3.0 (http://creativecommons.org/licenses/by-sa/3.0) or GFDL (http://www.gnu.org/copyleft/fdl.html)], via Wikimedia Commons

คุณเป็นสิวรุนแรงแค่ไหน…บอกได้อย่างไร

การดูความรุนแรงของสิว สามารถดูได้จากจำนวนของสิวอุดตันและสิวอักเสบ คุณหมอจะใช้ระดับความรุนแรงนี้ เป็นตัวบ่งชี้วิธีการรักษาสิวที่เหมาะสม

รุนแรงน้อย

ในระดับที่รุนแรงน้อยมักจะพบสิวหัวดำหรือหัวขาวน้อยกว่า 20 จุด หรือมีสิวอักเสบน้อยกว่า 15 จุด หรือมีสิวทั้งสองชนิดรวมกันน้อยกว่า 30 จุด

รุนแรงปานกลาง

ในกรณีที่มีสิวหัวขาวหรือหัวดำมากกว่า 20 จุดแต่ไม่เกิน 100 จุด หรือมีสิวอักเสบ 15 ถึง 50 จุด หรือมีสิวทั้งสองชนิด 30 ถึง 125 จุด จะเรียกว่าอยู่ในระดับที่รุนแรงปานกลาง

รุนแรงมาก

ในระดับรุนแรงนั้น จะต้องมีสิวหัวดำหรือหัวขาว นับรวมกันแล้วมากกว่า 100 จุด หรือมีสิวอักเสบมากกว่า 50 จุด หรือมีสิวทั้งสองชนิดมากกว่า 125 จุดขึ้นไป

นอกจากนี้ สิวในระดับรุนแรงอาจพบว่า มีการอักเสบของสิวก้อนแดงและสิวซิสต์หลาย ๆ จุด (severe nodulocystic acne) อาจสังเกตเห็นว่ารอยแผลมีสีแดง สีม่วง และบางครั้งสิวก้อนแดงอาจมีการเชื่อมต่อกันใต้ผิวหนัง ทำให้เกิดการอักเสบมากขึ้นกลายเป็นสิวหัวช้าง (acne conglobata) มักจะเกิดขึ้นบริเวณคอ หน้าอก แขน และแก้มก้น โดยสิวประเภทนี้มักก่อรอยแผลเป็นหลังจากหายการอักเสบแล้ว

เราจะป้องกันสิวได้อย่างไร…

การดูแลผิวหน้า เครื่องสำอาง

การรักษาสิวที่ดีที่สุด คือการป้องกันไม่ให้เกิดสิวขึ้นมาอีก สำหรับใครที่ยังไม่มีปัญหาสิว การรู้วิธีป้องกันสิว ก็น่าจะช่วยให้ผิวหน้าคงความใสไร้สิวไว้ได้ตลอดไป แต่ถ้าใครมีปัญหาสิวมาแล้ว วิธีต่าง ๆ เหล่านี้ ก็น่าจะช่วยให้ปัญหาสิวที่เกิดขึ้น ลดน้อยลงไป 

นอนหลับอย่างเพียงพอ
การนอนอย่างเต็มอิ่มจะทำให้ร่างกายได้พักฟื้นและถูกซ่อมแซม ถ้าเรานอนไม่เต็มอิ่มร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนกลูโคคอติคอยด์ (glucocorticoid hormone) เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งความเครียด และยังกระตุ้นให้เกิดสิวตามมา 

เพิ่มการออกกำลังกาย
การออกกำลังกายจะเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปที่ผิวหนัง เพิ่มการขนส่งออกซิเจนและสารอาหาร รวมถึงเอาสารพิษออกจากผิวหนังด้วย แต่หลังการออกกำลังกายอย่าลืมชำระล้างร่างกายให้สะอาด เพราะไม่เช่นนั้นอาจเกิดการหมักหมมและเกิดปัญหาสิวตามมา

ปรับเปลี่ยนอาหาร 
ลดอาหารจำพวกแป้ง เพิ่มอาหารจำพวกเส้นใย เช่น ผักและผลไม้ อาหารจากธัญพืช นอกจากช่วยเรื่องรักษาสิวแล้วยังช่วยระบบขับถ่ายอีกด้วย นอกจากนี้ยังอาจเพิ่มการรับประทานอาหารที่มีกรดไขมันโอเมก้า-3 (omega-3) เพราะสามารถช่วยลดการอักเสบได้ อาหารที่มีกรดไขมันโอเมก้า-3 สูง ได้แก่ ปลาแซลมอน ทูน่า เทร้าท์ และแมคเคอเรล (ปลาทู)

เพิ่มการดื่มน้ำ 
ควรดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน อย่างน้อยวันละ 8 – 10 แก้ว น้ำจะช่วยทำให้ผิวหนังชุ่มชื้น แลดูมีสุขภาพดี และอาจยังช่วยขับสารพิษอีกด้วย

ทากันแดด 
แสงแดดทำให้ผิวหนังเกิดความระคายเคือง ซึ่งสามารถกระตุ้นให้เกิดสิวได้ แต่อย่าลืมว่า การเลือกครีมกันแดดนั้น ควรเลือกให้เหมาะสมกับสภาพผิว (ผิวมัน ผิวแห้ง ผิวผสม?) หรือเลือกผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่ามีความอ่อนโยนและไม่ก่อให้เกิดสิว (noncomedongenic)

ล้างหน้าวันละ 2 ครั้ง
ควรล้างหน้าวันละสองครั้ง จะช่วยล้างสิ่งสกปรก เช่น ฝุ่นละออง น้ำมันส่วนเกิน ยังช่วยขจัดแบคทีเรีย P. acnes อีกด้วย แต่อย่าลืมว่าต้องเลือกผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนต่อผิว และทดสอบแล้วว่ามีความปลอดภัย และไม่ควรล้างหน้าเกินกว่าวันละ 2 ครั้ง เพราะอาจทำให้ผิวระคายเคืองได้ เว้นเสียแต่ว่าไปทำกิจกรรมที่ทำให้ผิวหน้าสกปรกมาก เช่น ออกกำลังกาย ทำงานกลางแจ้ง ก็สามารถล้างหน้าได้บ่อยตามความเหมาะสม

สครับผิวเพื่อช่วยให้กระบวนการผลัดเซลล์เกิดเร็วขึ้น
การสครับผิวด้วยผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เป็นสิ่งที่ดี ช่วยกำจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว แต่อย่าทำมากหรือบ่อยเกินไป เพราะจะทำให้ผิวระคายเคือง กระตุ้นให้เกิดสิว ทำให้ปัญหาสิวร้ายแรงขึ้นได้

หลีกเลี่ยงการใช้มือสัมผัสผิวหน้า
หลีกเลี่ยงการสัมผัสผิวหน้าบ่อย ๆ จะสามารถช่วยเป็นลดสิ่งสกปรกบนผิวหน้าได้ เพราะบางครั้งมือเราไปจับสิ่งสกปรกโดยที่ไม่รู้ตัว รวมถึงเชื้อแบคทีเรียต่าง ๆ ที่อาจติดมา นอกจากนี้สิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ไม่แคะ ไม่แกะ ไม่บีบ เพราะจะกระตุ้นให้เกิดการอักเสบ และเกิดรอยแผลเป็นได้

เลือกผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับสภาพผิว 
การเลือกผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับสภาพผิวเป็นสิ่งที่ต้องทำทุกครั้งในการซื้อผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน ไม่ก่อให้เกิดการแพ้ ไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางที่ดูไม่น่าเชื่อถือ เพราะอาจมีสารสเตียรอยด์ผสม ทำให้เกิดสิวสเตียรอยด์ตามมา

นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ใช้กับเส้นผมก็เป็นสาเหตุในการเกิดสิวได้ เพราะบางครั้งผลิตภัณฑ์อาจมีส่วนประกอบของน้ำมัน ถ้ามีสิวเกิดขึ้นเยอะบริเวณหน้าผาก ก็อาจลองเปลี่ยนผลิตภัณฑ์สำหรับเส้นผมเป็นแบบ oil free 

การรักษาสิว

ถึงแม้ว่าการรักษาสิวอาจดูเป็นเรื่องง่าย แต่วิธีที่ถูกต้องและปลอดภัยที่สุด คือ การไปพบแพทย์ผิวหนัง เพื่อรับการตรวจอย่างละเอียดถี่ถ้วน และได้รับยาที่เหมาะสมกับความรุนแรงที่เป็น

ยารักษาสิว

ยา


การรักษาสิวด้วยการใช้ยา ควรใช้ยาตามความรุนแรงและชนิดของสิว ซึ่งชนิดของสิวและความรุนแรงที่แตกต่างกัน ยาที่เหมาะสมก็มีความแตกต่างกันด้วย และการใช้ยาควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์ หรือเภสัชกรก่อนทุกครั้ง เนื่องจากยาบางชนิดอาจมีอันตราย และถ้าใช้ไม่ถูกวิธี อาจกระตุ้นให้เกิดสิวเพิ่มขึ้นได้

สิวอุดตัน ได้แก่ สิวหัวขาวและสิวหัวดำ (whitehead และ blackhead comedones) สิวพวกนี้อาจเลือกใช้ยารักษาสิวกลุ่มที่ช่วยผลัดหรือลอกเซลล์ผิว (exfoliation) เช่นยาในกลุ่มกรดวิตามินเอแบบทาภายนอก (topical retinoids) เช่น เรตินเอ (Retin A) และไวทาร่าแอคเนติน (Vitara Acnetin)

แพทย์อาจเลือกใช้ยาในกลุ่มเบนซอยล์ เพอร์ออกไซด์ (benzoyl peroxide) เช่น เบนแซค (Benzac) หรือเอนโซซิด (Enzoxid) ซึ่งมีความเข้มข้น 2.5% และ 5% ที่นอกจากจะมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อสำหรับสิวอักเสบแล้ว ยังมีฤทธิ์ช่วยลดการสร้างไขมันจากต่อมไขมัน รวมถึงช่วยลดการเกิดอนุมูลไขมันอิสระ (free fatty acid) ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาสิวอุดตันตามมา

สิวหัวแดงและสิวหัวหนองที่มีความรุนแรงในระดับต่ำจนถึงปานกลาง (mild to moderate papulopustular inflammatory acne) สิวประเภทนี้เป็นสิวอักเสบ ดังนั้นการรักษาจึงเน้นไปที่การควบคุมจำนวนของเชื้อ P. acne ไม่ให้เพิ่มมากขึ้น

แพทย์อาจเลือกใช้ยารักษาสิวชนิดทาภายนอก ได้แก่ อนุพันธ์ของกรดวิตามิเอ (topical retinoids)  ร่วมกับเบนซอยล์ เพอร์ออกไซด์  (benzoyl peroxide)

หรืออาจใช้ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียแบบทาภายนอก เช่น คลินดามัยซิน (clindamycin) เช่น Clinda-M ร่วมกับเบนซอยล์ เพอร์ออกไซด์ (topical antibiotics และ benzoyl peroxide) ในกรณีที่สิวมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น แพทย์อาจแนะนำให้ใช้ยาฆ่าเชื้อชนิดรับประทาน ควบคู่กับกรดวิตามินเอชนิดทาภายนอกก็ได้

สิวหัวแดงและสิวหัวหนองที่มีความรุนแรงมาก (severe papulopustular inflamatory acne) สิวประเภทนี้ แพทย์อาจใช้ยารักษาสิวในกลุ่มกรดวิตามินเอชนิดรับประทาน (oral retinoids) หรืออาจใช้ยาปฏิชีวนะชนิดรับประทานร่วมกับยาในกลุ่มกรดวิตามินเอแบบทาภายนอก

อย่าลืมว่ายาใน กลุ่มกรดวิตามินเอชนิดรับประทาน เป็นยาควบคุมพิเศษ ต้องได้รับการสั่งใช้จากแพทย์เท่านั้น จึงจะสามารถใช้ได้ ถ้าผู้อ่านใช้ยากลุ่มนี้โดยไม่ได้ปรึกษาแทพย์อาจก่อให้เกิดอันตรายได้

สิวก้อนนูนและสิวหัวช้าง (nodule และ conglobate acne) ยารักษาสิวหลักๆสำหรับสิวกลุ่มนี้คือ ยากลุ่มกรดวิตามินเอชนิดรับประทาน นอกจากนี้แพทย์อาจใช้ยาปฏิชีวนะชนิดรับประทานร่วมกับยากลุ่มกรดวิตามินเอชนิดทาภายนอก

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับยารักษาสิว

การรักษาโดยใช้ยารักษาสิว เมื่อรักษาสิวหายแล้ว แพทย์อาจใช้ยาต่ออีกสักระยะเรียกว่า maintenance therapy โดยยาที่มีการแนะนำให้ใช้คือ ยากลุ่มกรดวิตามินเอชนิดทาภายนอก
การตอบสนองต่อการรักษาอาจขึ้นกับหลายปัจจัย แพทย์อาจจะนัดผู้ป่วยบ่อยครั้งเพื่อดูผลการรักษา และเพื่อปรับเปลี่ยนวิธีการรักษาให้เหมาะสม ดังนั้นการไปพบแพทย์ตามนัดจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ

รักษาสิวด้วยวิธีธรรมชาติ…ที่ไม่ธรรมดา

รักษาผิวหน้า ดูแลผิวหน้า


การรักษาสิวด้วยการใช้วิธีธรรมชาติ สามารถใช้พืชสมุนไพรชนิดต่าง ๆ รวมถึงวัตถุดิบที่อาจมีอยู่ในครัว ถึงแม้ว่าการใช้ธรรมชาติบำบัดจะดูปลอดภัยกว่าการใช้ยา แต่ในบางกรณีก็สามารถเกิดอาการแพ้และระคายเคืองได้เช่นเดียวกัน

น้ำผึ้ง

น้ำผึ้งมีสรรพคุณช่วยฆ่าเชื้อโรคอ่อน ๆ ซึ่งจะช่วยกำจัดแบคทีเรียบนผิวหน้าได้ จึงสามารถลดการเกิดสิวอักเสบ

  • นำสำลีก้านชุบน้ำผึ้งให้ชุ่มพอประมาณ
  • แตะลงบนสิว แล้วทิ้งไว้อย่างน้อย 30 นาที
  • ล้างออกด้วยน้ำอุ่น
  • นอกจากนี้อาจเติมผงอบเชย ที่อุดมไปด้วยสาร cinnamaldehyde ซึ่งมีสรรพคุณช่วยฆ่าเชื้อโรค โดยผสมน้ำผึ้งกับผงอบเชยจนกลายเป็นเพสต์เหนียว แล้วพอกทิ้งไว้ทั้งคืน

น้ำมะนาว

น้ำมะนาวมีฤทธิ์เป็นกรด สามารถช่วยผลัดเซลล์ผิว ชำระล้างรูขุมขน รวมถึงยังมีวิตามินซี ที่จำเป็นต่อการสร้างคอลลาเจนในชั้นของผิวหนัง

  • นำสำลีก้านจุ่มน้ำมะนาวให้เปียกพอประมาณ แล้วนำไปแต้มที่หัวสิว และบริเวณผิวหน้าที่มีความมัน
  • ทิ้งไว้ทั้งคืน แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่นในตอนเช้า
  • เพื่อประสิทธิภาพที่ดีขึ้น อาจเติมผงอบเชยลงไปด้วยก็ได้

กระเทียม

กระเทียมเป็นพืชสมุนไพรที่มีสรรพคุณอย่างกว้างขวาง มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย รวมถึงยังช่วยทำให้เซลล์ผิวหน้าเจริญได้อย่างปกติ

  • หั่นกลีบกระเทียมออกเป็น 2 ชิ้น
  • นำกลีบกระเทียมถูบริเวณรอยสิว
  • ทิ้งไว้ 5 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น ๆ
  • สามารถทำซ้ำได้หลายครั้งใน 1 วัน เพื่อประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น

เบคกิ้งโซดา

เบคกิ้งโซดาเป็นวัตถุดิบในครัว ที่มีประสิทธิภาพในการช่วยรักษาสิว มีฤทธิ์ช่วยเร่งการผลัดเซลล์ผิว และช่วยลดความมันบนใบหน้า

  • ผสมเบคกิ้งโซดากับน้ำสะอาด คนผสมให้เข้ากันจนกลายเป็นเนื้อครีมที่เหนียว
  • อาจใช้น้ำมะนาวแทนน้ำสะอาดก็ได้
  • นำเบคกิ้งโซดาเพสต์ไปแต้มบนรอยสิว แล้วทิ้งไว้สักครู่จนแห้ง
  • เมื่อแห้งแล้ว ล้างออกด้วยน้ำอุ่น
  • เพื่อผลที่รวดเร็ว อาจทำวันละ 2 ครั้งก็ได้เช่นกัน

แตงกวา

แตงกวาอุดมไปด้วยสารอาหารที่จำเป็นต่อผิว ได้แก่ วิตามินเอ วิตามินซี และวิตามินอี อีกทั้งยังมีฤทธิ์เย็น ซึ่งจะช่วยทำให้ผิวหนังได้ผ่อนคลาย

  • หั่นแตงกวาเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วแช่น้ำทิ้งไว้
  • การแช่น้ำจะทำให้สารอาหารต่าง ๆ ในแตงกวาออกมาละลายในน้ำ
  • กรองเอากากออก แล้วดื่มน้ำที่กรองได้ หรืออาจนำน้ำแตงกวาไปล้างทำความสะอาดใบหน้าก็ได้เช่นกัน
  • อาจใช้แตงกว่าทำเป็นเพสต์ แล้วใช้พอกหน้าทิ้งไว้ 15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น ซึ่งจะช่วยทำความสะอาดรูขุมขน และช่วยขจัดแบคทีเรีย

มะละกอ

มะละกอเป็นผลไม้ที่มีวิตามินเอสูง โดยวิตามินเอสามารถช่วยบำรุงผิวพรรรณให้ผ่องใสขึ้นได้

  • นำมะละกอสุกไปบดให้ละเอียด จากนั้นให้นำเนื้อมะละกอไปแต้มที่รอยสิว ทิ้งไว้ 10 ถึง 15 นาที แล้วล้างออก
  • สามารถนำเนื้อมะละกอผสมกับน้ำผลไม้สดเล็กน้อย แล้วนำมามาสก์ผิวหน้า รอให้แห้ง แล้วจึงล้างออกก็ได้ ซึ่งการมาส์กหน้าด้วยมะละกอวันละ 2 ครั้ง อาจทำให้เห็นผลเร็วยิ่งขึ้น

Apple Cider

แอปเปิ้ลไซเดอร์ เป็นน้ำส้มสายชูหมักจากแอปเปิ้ล มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ช่วยผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิว แต่ควรใช้แบบเจือจาง และควรใช้อย่างระมัดระวังในคนที่ผิวแพ้ง่าย

  • ผสมแอปเปิ้ลไซเดอร์ 1 ส่วน เข้ากับน้ำสะอาด 3 ส่วน
  • แต้มลงบนรอยสิว
  • ทิ้งไว้อย่างน้อย 10 นาที หรือทาตอนก่อนนอน แล้วทิ้งไว้ทั้งคืนก็ได้
  • ทำซ้ำหลาย ๆ ครั้งต่อวัน เพื่อประสิทธิภาพที่ดี

โยเกิร์ต

มีการใช้โยเกิร์ตเพื่อบำรุงให้ผิหน้าผ่องใสมาตั้งแต่ในสมัยอียิปต์โบราณ โยเกิร์ตมีความเป็นกรด ช่วยผลัดเซลล์ผิว อีกทั้งกรดแลกติก (lactic acid) ที่มีในโยเกิร์ตยังช่วยกำจัดเชื้อแบคทีเรีย

  • ใช้โยเกิร์ตรสธรรมชาติ ผสมกับน้ำมะนาวเล็กน้อย
  • ทาลงบนผิวหน้า โดยเฉพาะจุดที่เกิดสิว
  • ทิ้งไว้ 15 นาที แล้วล้างออก
  • แนะนำให้ทำวันละ 2 ครั้ง

ว่านหางจระเข้

ว่านหางจระเข้สามารถช่วยบรรเทาอาการอักเสบของผิวหนัง ลดความระคายเคืองต่าง ๆ อีกทั้งยังช่วยลดความมันของผิวหน้าอีกด้วย

  • นำวุ้นของว่านหางจระเข้ มาทาบนรอยสิว ทิ้งไว้ 15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น

แหล่งข้อมูล…

Facebook Comments

Leave a comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *