สิว สาเหตุ ประเภทของสิว และวิธีรักษาสิว

สิว (Acne Vulgaris) เป็นปัญหาสำคัญของผิวหนังที่สามารถเกิดขึ้นได้กับผู้คนทุกเพศและทุกวัย เรามักจะสังเกตุว่าคนที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่มักจะอยู่ในช่วงวัยรุ่น เนื่องจากในช่วงนี้มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศ รวมถึงวัยรุ่นจะมีกิจกรรมต่างๆที่ก่อให้เกิดการหมักหมมสิ่งสกปรกบนผิวหนังได้ง่าย เช่น การออกกำลังกาย เป็นต้น
สิว สิวอักเสบ
By No machine-readable author provided. Ellywa assumed (based on copyright claims). [Public domain], via Wikimedia Commons
บริเวณที่เกิดสิวมากที่สุดมักจะเป็นบริเวณใบหน้า หน้าอก หัวไหล่ และแผ่นหลัง โดยสามารถเกิดสิวได้หลายประเภท ได้แก่ สิวหัวดำ สิวหัวขาว สิวหนอง สิวอักเสบ รวมถึงสิวเสี้ยน
ผลกระทบจากการเกิดสิวไม่มีเพียงแต่ความสวยงามเท่านั้น แต่ยังพบว่าสิวยังก่อให้เกิดปัญหาทางด้านจิตใจ ความเครียด ลดความมั่นใจในตนเอง บางครั้งก็ร้ายแรงจนถึงการคิดฆ่าตัวตาย

สาเหตุของการเกิดสิว

ปัจจัยหลัก ๆ ของการเกิดสิว ได้แก่

  • การเพิ่มขึ้นของฮอร์โมนเพศชาย หรือฮอร์โมนแอนโดรเจน (androgen) ซึ่งจะกระตุ้นต่อมไขมันที่ผิวหนัง ทำให้ผลิตน้ำมันออกมามากกว่าปกติ
  • เกิดการอุดตันของรูขุมขน ก่อให้เกิดสิวอุดตันได้
  • มีการเติบโตของแบคทีเรียที่ชื่อว่า Propionebacterium Acnes (P. acne) มากเกินไป
  • ยาบางชนิดก็เป็นสาเหตุได้เช่นเดียวกัน โดยพบว่ายากลุ่มสเตียรอยด์ (steroids) ยาไอโซไนอาซิด (isoniazid) ยาลิเธียม (lithium) และฟีนีตอย (phenytoin) พบว่าก่อให้เกิดสิวได้บ่อย
  • นอกจากนี้ยังมีหลายปัจจัยที่ก่อให้เกิดสิว ได้แก่ ฝุ่นละออง การแพ้ อากาศร้อนชื้น และการใช้เครื่องสำอางที่ไม่เหมาะกับสภาพผิว

สิวมีกี่ประเภท อะไรบ้าง

การแบ่งประเภทของสิว ทำให้เราสามารถเลือกใช้วิธีรักษาสิวที่เหมาะสม ตรงจุด และทำให้สิวหายขาดได้ โดยเราสามารถแบ่งประเภทสิว จากการดูว่ามีการอักเสบเกิดขึ้นหรือไม่ ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท ดังนี้

สิวไม่อักเสบ (noninflamatory acne)

สิวอุดตัน
Blausen.com staff. “Blausen gallery 2014”. Wikiversity Journal of Medicine. DOI:10.15347/wjm/2014.010. ISSN 20018762. – Own work

สิวไม่อักเสบ หรือ โคมีโดน (comedones) เกิดจากการอุดตันของไขมันและโปรตีนเคราตินในรูขุมขน
ถ้ารูขุมขนปิดหรือไขมันและสิ่งสกปรกยังฝังอยู่ในผิวหนัง ก็จะเรียกว่า สิวหัวปิดหรือสิวหัวขาว (close comedones หรือ whitehead) ซึ่งมักจะพัฒนากลายเป็นสิวอักเสบ
สิว สิวไม่อักเสบ สิวหัวขาว white head
สิวอุดตัน หัวขาว By Roshu Bangal (Own work) [CC BY-SA 4.0 (http://creativecommons.org/licenses/by-sa/4.0)], via Wikimedia Commons
แต่ถ้ารูขุมขนเปิด หรือมีสิ่งสกปรกอุดตันเปิดออกมาสัมผัสกับอากาศ จะเกิดปฏิกิริยาเคมี ที่เรียกว่า ปฏิกิริยาออกซิเดชั่น (oxidation) สีของสิ่งอุดตันจึงกลายเป็นสีดำ เราจึงเรียกว่า สิวหัวเปิดหรือสิวหัวดำ (open comedones หรือ blackhead)
สิวอุดตัน สิวหัวดำ blackhead
สิวหัวดำ By Elecbullet (Own work) [Public domain], via Wikimedia Commons
 
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับสิวอุดตันและวิธีรักษา

สิวอักเสบ (inflammatory acne)

เราอาจสังเกตสิวอักเสบด้วยวิธีการง่ายๆ คือ มีการบวม แดง และอาจมีอาการเจ็บได้ สิวอักเสบยังแบ่งตามความรุนแรงและลักษณะได้หลายระดับ ได้แก่
การอักเสบจะเกิดขึ้นเมื่อมีการเจริญของเชื้อแบคทีเรีย ที่เรียกว่า P. acnes ในสิวหัวขาว โดยเชื้อตัวนี้จะย่อยไขมันให้เป็นกรดไขมัน (กรดไขมันเป็นหน่วยย่อยของไขมัน) ซึ่งมีสภาพเป็นกรด ทำให้เกิดการระคายเคืองของผิวหนังได้ และจะกระตุ้นให้เม็ดเลือดขาวมารวมตัวกันมากขึ้น และจะเกิดการอักเสบในที่สุด เมื่อมีการอักเสบแล้วผิวหนังจะนูนกลายเป็น สิวหัวแดง (papules) แต่เมื่อมีการอักเสบมากขึ้นก็จะเกิด สิวหัวหนอง (pustule)

สิวอักเสบ papule
สิวอักเสบแบบ papule By M. Sand, D. Sand, C. Thrandorf, V. Paech, P. Altmeyer, F. G. Bechara [CC BY 2.0 (http://creativecommons.org/licenses/by/2.0)], via Wikimedia Commons
 
สิว สิวอักเสบ pustule
สิวอักเสบแบบ pustule By Diariodaj (Personal file) [Public domain], via Wikimedia Commons
ถ้ามีการอักเสบของหลายๆรูขุมขน จะทำให้มีลักษณะกดแล้วนิ่ม ภายในเป็นหนองร่วมกับมีเลือดปน จะเรียกว่า สิวอักเสบก้อนแดง (nodule)  แต่ถ้ามีการอักเสบเพิ่มขึ้นก็จะพัฒนาเป็น สิวซิสต์ (cyst) ได้
สิว สิวอักเสบ สิวที่หลัง
สิวอักเสบแบบ Nodule ที่แผ่นหลัง By James Heilman, MD (Own work) [CC BY-SA 3.0 (http://creativecommons.org/licenses/by-sa/3.0) or GFDL (http://www.gnu.org/copyleft/fdl.html)], via Wikimedia Commons

ความรุนแรงของสิว แบ่งได้อย่างไร

การดูความรุนแรงของสิว สามารถดูได้จากจำนวนของสิวอุดตัน และจำนวนของสิวอักเสบ โดยความรุนแรงของสิว ยังสามารถใช้เป็นตัวบ่งชี้วิธีการรักษาสิวที่เหมาะสม

รุนแรงน้อย (mild)

ในระดับที่รุนแรงน้อยมักจะพบสิวหัวดำหรือหัวขาวน้อยกว่า 20 จุด หรือมีสิวอักเสบน้อยกว่า 15 จุด หรือมีสิวทั้งสองชนิดรวมกันน้อยกว่า 30 จุด

รุนแรงปานกลาง (moderate)

ในกรณีที่มีสิวหัวขาวหรือหัวดำมากกว่า 20 จุดแต่ไม่เกิน 100 จุด หรือมีสิวอักเสบ 15 ถึง 50 จุด หรือมีสิวทั้งสองชนิด 30 ถึง 125 จุด จะเรียกว่าอยู่ในระดับที่รุนแรงปานกลาง

รุนแรงมาก (severe)

ในระดับรุนแรงนั้น จะต้องมีสิวหัวดำหรือหัวขาว นับรวมกันแล้วมากกว่า 100 จุด หรือมีสิวอักเสบมากกว่า 50 จุด หรือมีสิวทั้งสองชนิดมากกว่า 125 จุดขึ้นไป
นอกจากนี้ สิวในระดับรุนแรงอาจพบว่า มีการอักเสบของสิวก้อนแดงและสิวซิสต์หลายๆจุด (severe nodulocystic acne) อาจสังเกตเห็นว่ารอยแผลมีสีแดง สีม่วง และบางครั้งสิวก้อนแดงอาจมีการเชื่อมต่อกันใต้ผิวหนัง ทำให้เกิดการอักเสบมากขึ้นกลายเป็นสิวหัวช้าง (acne conglobata) มักจะเกิดขึ้นบริเวณคอ หน้าอก แขน และแก้มก้น โดยสิวประเภทนี้มักก่อรอยแผลเป็นหลังจากหายการอักเสบแล้ว

การป้องกันสิว

การดูแลผิวหน้า เครื่องสำอาง
วิธีป้องรักษาสิวที่ง่ายที่สุดคือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (lifestyle modification) ซึ่งบางครั้งเราอาจพบว่าพฤติกรรมบางอย่างของเราอาจเป็นสาเหตุของการปัญหาได้

วิธีการปรับเปลี่ยนทางพฤติกรรมที่สามารถช่วยรักษาสิวได้

  1. นอนหลับอย่างเพียงพอ
    การนอนเป็นการพักผ่อนที่ดีที่สุด คำพูดนี้เป็นสิ่งที่ถูกต้องเสมอ เพราะการนอนอย่างเต็มอิ่มย่อมช่วยให้ร่างกายได้พักฟื้นและซ่อมแซม ถ้าเรานอนไม่เต็มอิ่มร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนกลูโคคอติคอยด์ (glucocorticoid hormone) เพิ่มขึ้น ซึ่งจะกระตุ้นและส่งผลให้โครงสร้างและการทำงานของผิวหนังผิดปกติได้
  2. เพิ่มการออกกำลังกาย
    การออกกำลังกายเป็นการลดความเครียดอีกวิธีหนึ่ง นอกจากนี้การออกกำลังกายยังสามารถเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปที่ผิวหนัง เพิ่มการขนส่งออกซิเจนและสารอาหาร รวมถึงเอาสารพิษออกจากผิวหนังด้วย แต่หลังการออกกำลังกายอย่าลืมชำระล้างร่างกายให้สะอาด เพราะไม่เช่นนั้นอาจเกิดการหมักหมมและเกิดปัญหาสิวตามมา
  3. ปรับเปลี่ยนอาหาร 
    ลดอาหารจำพวกแป้ง เพิ่มอาหารจำพวกเส้นใย เช่น ผักและผลไม้ อาหารจากธัญพืช นอกจากช่วยเรื่องรักษาสิวแล้วยังช่วยระบบขับถ่ายอีกด้วย นอกจากนี้ยังอาจเพิ่มการรับประทานอาหารที่มีกรดไขมันโอเมก้าสาม (omega-3) เพราะสามารถช่วยลดการอักเสบได้ โดยอาหารที่มีกรดไขมันโอเมก้าสามสูง ได้แก่ ปลาแซลมอน ทูน่า เทร้าท์ และแมคเคอเรล (ปลาทู)
  4. เพิ่มการดื่มน้ำ 
    ควรดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว น้ำจะช่วยทำให้ผิวหนังชุ่มชื้น แลดูมีสุขภาพดี และอาจยังช่วยขับสารพิษอีกด้วย
  5. ทากันแดด 
    แสงแดดทำให้ผิวหนังเกิดความระคายเคือง ซึ่งสามารถกระตุ้นให้เกิดสิวได้ แต่อย่าลืมว่า การเลือกครีมกันแดดควรเลือกให้เหมาะสมกับสภาพผิว หรือเลือกผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่ามีความอ่อนโยนและไม่ก่อให้เกิดสิว (noncomedongenic)
  6. ล้างหน้าอย่างน้อยวันละสองครั้ง 
    การล้างหน้าอย่างน้อยวันละสองครั้ง นอกจากจะช่วยล้างสิ่งสกปรก เช่น ฝุ่นละออง น้ำมันส่วนเกิน ยังช่วยขจัดแบคทีเรีย P. acnes อีกด้วย แต่อย่าลืมว่าต้องเลือกผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนต่อผิว และทดสอบแล้วว่ามีความปลอดภัย
  7. สครับผิวหน้าอย่างเหมาะสม
    การสครับผิวด้วยผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เป็นสิ่งที่ดี ช่วยกำจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว แต่อย่าทำมากหรือบ่อยเกินไป เพราะอาจกระตุ้นให้เกิดสิว หรือทำให้ปัญหาสิวร้ายแรงขึ้นได้
  8. อย่าจับผิวหน้าบ่อย
    เป็นการลดสิ่งสกปรกบนผิวหน้า เพราะบางครั้งมือเราไปจับสิ่งสกปรกโดยที่ไม่รู้ตัว รวมถึงเชื้อแบคทีเรียต่าง ๆ ที่อาจติดมาได้ นอกจากลดการสัมผัสผิวหน้าแล้ว สิ่งที่สำคัญคือ ไม่แคะ ไม่แกะ ไม่บีบ เพราะจะกระตุ้นให้เกิดการอักเสบ และเกิดรอยแผลเป็นได้
  9. เลือกผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับสภาพผิว 
    การเลือกผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับสภาพผิวเป็นสิ่งที่ต้องทำทุกครั้งในการซื้อผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน ทดสอบแล้วว่าไม่ก่อให้เกิดสิว (noncomedogenics) รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับเส้นผมก็เป็นสาเหตุในการเกิดสิวได้ เพราะบางครั้งผลิตภัณฑ์อาจมีส่วนประกอบของน้ำมัน การป้องกันอาจทำได้โดย จัดแต่งทรงผมและใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับผมให้เรียบร้อยก่อน แล้วจึงค่อยทำความสะอาดผิวหน้า หรือไม่ก็เลือกผลิตภัณฑ์สำหรับเส้นผมที่ปราศจากน้ำมัน (oil free)

การรักษาสิว

โดยทั่วไปแล้ว การรักษาสิวที่ถูกต้องและปลอดภัยที่สุด คือ การไปพบแพทย์ผิวหนัง เพื่อรับการตรวจอย่างละเอียดถี่ถ้วน และได้รับยาที่เหมาะสมกับความรุนแรงที่เป็น

ยารักษาสิว

ยา
การรักษาสิวด้วยการใช้ยา ควรใช้ยาตามความรุนแรงและชนิดของสิว ซึ่งชนิดของสิวและความรุนแรงที่แตกต่างกัน ยาที่เหมาะสมก็มีความแตกต่างกันด้วย และการใช้ยาควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์ หรือเภสัชกรก่อนทุกครั้ง เนื่องจากยาบางชนิดอาจมีอันตราย และถ้าใช้ไม่ถูกวิธี อาจกระตุ้นให้เกิดสิวเพิ่มขึ้นได้

  • สิวอุดตัน ได้แก่ สิวหัวขาวและสิวหัวดำ (whitehead และ blackhead comedones) สิวพวกนี้อาจเลือกใช้ยารักษาสิวกลุ่มที่ช่วยผลัดหรือลอกเซลล์ผิว (exfoliation) เช่นยาในกลุ่มกรดวิตามินเอแบบทาภายนอก (topical retinoids) หรือ เบนซอยล์ เพอร์ออกไซด์ (benzoyl peroxide) และ อาซีลาอิค แอซิด (azelaic acid)
  • สิวหัวแดงและสิวหัวหนองที่มีความรุนแรงในระดับต่ำจนถึงปานกลาง (mild to moderate papulopustular inflammatory acne) สิวประเภทนี้เป็นสิวอักเสบ ดังนั้นการรักษาจึงเน้นไปที่การควบคุมจำนวนของเชื้อ P. acne ไม่ให้เพิ่มมากขึ้น โดยแพทย์อาจเลือกใช้ยารักษาสิวชนิดทาภายนอกที่ผสมกรดวิตามินเอกับเบนซอยล์ เพอร์ออกไซด์ (topical retinoids และ benzoyl peroxide) หรืออาจใช้ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียแบบทาภายนอก เช่น คลินดามายซิน (clindamycin) ร่วมกับเบนซอยล์ เพอร์ออกไซด์ (topical antibiotics และ benzoyl peroxide) ในกรณีที่สิวมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น แพทย์อาจแนะนำให้ใช้ยาฆ่าเชื้อชนิดรับประทาน ควบคู่กับกรดวิตามินเอชนิดทาภายนอกก็ได้
  • สิวหัวแดงและสิวหัวหนองที่มีความรุนแรงมาก (severe papulopustular inflamatory acne) สิวประเภทนี้ แพทย์อาจใช้ยารักษาสิวในกลุ่มกรดวิตามินเอชนิดรับประทาน (oral retinoids) หรืออาจใช้ยาปฏิชีวนะชนิดรับประทานร่วมกับยาในกลุ่มกรดวิตามินเอแบบทาภายนอก

อย่าลืมว่ายาใน กลุ่มกรดวิตามินเอชนิดรับประทาน เป็นยาควบคุมพิเศษ ต้องได้รับการสั่งใช้จากแพทย์เท่านั้น จึงจะสามารถใช้ได้ ถ้าผู้อ่านใช้ยากลุ่มนี้โดยไม่ได้ปรึกษาแทพย์อาจก่อให้เกิดอันตรายได้

  • สิวก้อนนูนและสิวหัวช้าง (nodule และ conglobate acne) ยารักษาสิวหลักๆสำหรับสิวกลุ่มนี้คือ ยากลุ่มกรดวิตามินเอชนิดรับประทาน นอกจากนี้แพทย์อาจใช้ยาปฏิชีวนะชนิดรับประทานร่วมกับยากลุ่มกรดวิตามินเอชนิดทาภายนอก
  • อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับยารักษาสิว

การรักษาโดยใช้ยารักษาสิว เมื่อรักษาสิวหายแล้ว แพทย์อาจใช้ยาต่ออีกสักระยะเรียกว่า maintenance therapy โดยยาที่มีการแนะนำให้ใช้คือ ยากลุ่มกรดวิตามินเอชนิดทาภายนอก
การตอบสนองต่อการรักษาอาจขึ้นกับหลายปัจจัย แพทย์อาจจะนัดผู้ป่วยบ่อยครั้งเพื่อดูผลการรักษา และเพื่อปรับเปลี่ยนวิธีการรักษาให้เหมาะสม ดังนั้นการไปพบแพทย์ตามนัดจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ

รักษาสิว ด้วยการใช้ธรรมชาติบำบัด

รักษาผิวหน้า ดูแลผิวหน้า
การรักษาสิวด้วยการใช้วิธีธรรมชาติบำบัด สามารถใช้พืชสมุนไพรชนิดต่าง ๆ รวมถึงวัตถุดิบที่อาจมีอยู่ในครัว ถึงแม้ว่าการใช้ธรรมชาติบำบัดจะดูปลอดภัยกว่าการใช้ยา แต่ในบางกรณีก็สามารถเกิดอาการแพ้และระคายเคืองได้เช่นเดียวกัน
น้ำผึ้ง
น้ำผึ้งมีสรรพคุณช่วยฆ่าเชื้อโรคอ่อน ๆ ซึ่งจะช่วยกำจัดแบคทีเรียบนผิวหน้าได้ จึงสามารถลดการเกิดสิวอักเสบ

  • นำสำลีก้านชุบน้ำผึ้งให้ชุ่มพอประมาณ
  • แตะลงบนสิว แล้วทิ้งไว้อย่างน้อย 30 นาที
  • ล้างออกด้วยน้ำอุ่น
  • นอกจากนี้อาจเติมผงอบเชย ที่อุมไปด้วยสาร cinnamaldehyde ซึ่งมีสรรพคุณช่วยฆ่าเชื้อโรค โดยผสมน้ำผึ้งกับผงอบเชยจนกลายเป็นเพสต์เหนียว แล้วพอกทิ้งไว้ทั้งคืน

น้ำมะนาว
น้ำมะนาวมีฤทธิ์เป็นกรด สามารถช่วยผลัดเซลล์ผิว ชำระล้างรูขุมขน รวมถึงยังมีวิตามินซี ที่จำเป็นต่อการสร้างคอลลาเจนในชั้นของผิวหนัง

  • นำสำลีก้านจุ่มน้ำมะนาวให้เปียกพอประมาณ แล้วนำไปแต้มที่หัวสิว และบริเวณผิวหน้าที่มีความมัน
  • ทิ้งไว้ทั้งคืน แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่นในตอนเช้า
  • เพื่อประสิทธิภาพที่ดีขึ้น อาจเติมผงอบเชยลงไปด้วยก็ได้

กลีบกระเทียม
กระเทียมเป็นพืชสมุนไพรที่มีสรรพคุณอย่างกว้างขวาง มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย รวมถึงยังช่วยทำให้เซลล์ผิวหน้าเจริญได้อย่างปกติ

  • หั่นกลีบกระเทียมออกเป็น 2 ชิ้น
  • นำกลีบกระเทียมถูบริเวณรอยสิว
  • ทิ้งไว้ 5 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น ๆ
  • สามารถทำซ้ำได้หลายครั้งใน 1 วัน เพื่อประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น

เบคกิ้งโซดา (baking soda)
เบคกิ้งโซดาเป็นวัตถุดิบในครัว ที่มีประสิทธิภาพสูงในการช่วยรักษาสิว มีฤทธิ์ช่วยเร่งการผลัดเซลล์ผิว และช่วยลดความมันบนใบหน้า

  • ผสมเบคกิ้งโซดากับน้ำสะอาด คนผสมให้เข้ากันจนกลายเป็นเนื้อครีมที่เหนียว
  • อาจใช้น้ำมะนาวแทนน้ำสะอาดก็ได้
  • นำเบคกิ้งโซดาเพสต์ไปแต้มบนรอยสิว แล้วทิ้งไว้สักครู่จนแห้ง
  • เมื่อแห้งแล้ว ล้างออกด้วยน้ำอุ่น
  • เพื่อผลที่รวดเร็ว อาจทำวันละ 2 ครั้งก็ได้เช่นกัน

แตงกวา
แตงกวาอุดมไปด้วยสารอาหารที่จำเป็นต่อผิว ได้แก่ วิตามินเอ วิตามินซี และวิตามินอี อีกทั้งยังมีฤทธิ์เย็น ซึ่งจะช่วยทำให้ผิวหนังได้ผ่อนคลาย

  • หั่นแตงกวาเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วแช่น้ำทิ้งไว้
  • การแช่น้ำจะทำให้สารอาหารต่าง ๆ ในแตงกวาออกมาละลายในน้ำ
  • กรองเอากากออก แล้วดื่มน้ำที่กรองได้ หรืออาจนำน้ำแตงกวาไปล้างทำความสะอาดใบหน้าก็ได้เช่นกัน
  • อาจใช้แตงกว่าทำเป็นเพสต์ แล้วใช้พอกหน้าทิ้งไว้ 15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น ซึ่งจะช่วยทำความสะอาดรูขุมขน และช่วยขจัดแบคทีเรีย

มะละกอ
มะละกอเป็นผลไม้ที่มีวิตามินเอสูง โดยวิตามินเอสามารถช่วยบำรุงผิวพรรรณให้ผ่องใสขึ้นได้

  • นำมะละกอสุกไปบดให้ละเอียด จากนั้นให้นำเนื้อมะละกอไปแต้มที่รอยสิว ทิ้งไว้ 10 ถึง 15 นาที แล้วล้างออก
  • สามารถนำเนื้อมะละกอผสมกับน้ำผลไม้สดเล็กน้อย แล้วนำมามาสก์ผิวหน้า รอให้แห้ง แล้วจึงล้างออกก็ได้ ซึ่งการมาส์กหน้าด้วยมะละกอวันละ 2 ครั้ง อาจทำให้เห็นผลเร็วยิ่งขึ้น

น้ำแอปเปิ้ลไซเดอร์ (apple cider)
แอปเปิ้ลไซเดอร์ เป็นน้ำส้มสายชูหมักจากแอปเปิ้ล มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ช่วยผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิว แต่ควรใช้แบบเจือจาง และควรใช้อย่างระมัดระวังในคนที่ผิวแพ้ง่าย

  • ผสมแอปเปิ้ลไซเดอร์ 1 ส่วน เข้ากับน้ำสะอาด 3 ส่วน
  • แต้มลงบนรอยสิว
  • ทิ้งไว้อย่างน้อย 10 นาที หรือทาตอนก่อนนอน แล้วทิ้งไว้ทั้งคืนก็ได้
  • ทำซ้ำหลาย ๆ ครั้งต่อวัน เพื่อประสิทธิภาพที่ดี

โยเกิร์ต
มีการใช้โยเกิร์ตเพื่อบำรุงให้ผิหน้าผ่องใสมาตั้งแต่ในสมัยอียิปต์โบราณ โยเกิร์ตมีความเป็นกรด ช่วยผลัดเซลล์ผิว อีกทั้งกรดแลกติก (lactic acid) ที่มีในโยเกิร์ตยังช่วยกำจัดเชื้อแบคทีเรีย

  • ใช้โยเกิร์ตรสธรรมชาติ ผสมกับน้ำมะนาวเล็กน้อย
  • ทาลงบนผิวหน้า โดยเฉพาะจุดที่เกิดสิว
  • ทิ้งไว้ 15 นาที แล้วล้างออก
  • แนะนำให้ทำวันละ 2 ครั้ง

ว่านหางจระเข้
ว่านหางจระเข้สามารถช่วยบรรเทาอาการอักเสบของผิวหนัง ลดความระคายเคืองต่าง ๆ อีกทั้งยังช่วยลดความมันของผิวหน้าอีกด้วย

  • นำวุ้นของว่านหางจระเข้ มาทาบนรอยสิว ทิ้งไว้ 15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น

แหล่งข้อมูล
Feldman S, Careccia RE, Barham KL, Hancox J. Diagnosis and treatment of acne. Am Fam Physician. 2004 May 1;69(9):2123-30.
McKoy K. Acne Vulgaris [Internet]. Merckmanuals.com. 2015 [cited 26 May 2015]. Available from: http://www.merckmanuals.com/professional/dermatologic-disorders/acne-and-related-disorders/acne-vulgaris
Jaliman D. Slideshow: Acne Visual Dictionary [Internet]. WebMD. 2015 [cited 26 May 2015]. Available from: http://www.webmd.com/skin-problems-and-treatments/acne/ss/slideshow-acne-dictionary
Wells B, DiPiro J, Schwinghammer T, DiPiro C. Pharmacotherapy handbook. 9th ed. New York: McGraw-Hill Education; 2014.

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *