14 วิธีสร้างแรงจูงใจด้วยตัวเอง เพื่อความสำเร็จในทุกด้านของชีวิต (ย่อท้อ ต้องอ่าน!)

แรงจูงใจ (motivation)เป็นแรงพลักดันที่สำคัญ อันจะส่งทำให้เราประสบความสำเร็จในทุกด้านของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นด้านการเรียน ด้านครอบครัว หรือในด้านของอาชีพการงาน การขาดแรงจูงใจ จะทำให้เรารู้สึกย่อท้อ หมดแรง รู้สึกว่าสิ่งที่ทำอยู่อาจไม่ใช่ รู้สึกเสียเวลา และในท้ายที่สุดเราก็อาจล้มเลิกความตั้งใจที่จะทำสิ่งใด ๆ ไปเลยก็ได้

แรงจูงใจหรือแรงกระตุ้นเป็นแรงที่เกิดจากความต้องการ แรงเหล่านี้เอง ที่ทำให้เราลงมือทำอะไรซักอย่าง เพื่อให้บรรจุความต้องการหรือเป้าหมายเหล่านั้น 

ถ้ารู้สึกหมดแรงจูงใจ ลองทำตามเคล็ดลับสร้างแรงจูงใจเหล่านี้ดู มันอาจจะสร้างพลังงานบางอย่างให้เราก็ได้

สร้างความประทับใจในตนเอง…ให้ตนเอง ก่อนเสมอ

Businesswoman

เราอยู่ในโลกที่ต้องสร้างความประทับใจให้กับผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการดูแลตัวเอง เสื้อผ้า หน้าผม การพูดจา แต่บ่อยครั้งเรากลับละเลยที่จะสร้างความประทับใจในตนเองให้กับตัวของเราเอง

ลองทำอะไรดูสักอย่างที่ทำแล้วเรารู้สึกภูมิใจมาก แม้จะเป็นสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างการทำงานบ้าน การออกกำลังกาย การซ่อมแซมเครื่องใช้ที่พัง ปลูกต้นไม้ จัดสวน หรืออ่านหนังสือเล่มที่ซื้อมาดองไว้ก็ได้ 

การประทับใจในตนเองกับความสำเร็จเล็ก ๆ เป็นจุดเริ่มต้นของแรงพลักดันอันยิ่งใหญ่ที่จะทำให้เราก้าวไปข้างหน้าได้ไกลขึ้น

เคล็ดลับ…ทุก ๆ เช้า ให้ตั้งเป้าหมายเล็ก ๆ กับสิ่งเล็ก ๆ แล้วทำให้สำเร็จ แล้วทั้งวันเราจะรู้สึกดีเองโดยอัตโนมัติ

ตั้งเป้าหมายที่เป็นของเราเอง

การขาดแรงจูงใจในการทำงาน หลาย ๆ ครั้งเราพบว่าสาเหตุสำคัญนั้นเกิดจาก การตั้งเป้าหมายที่ไม่ใช่เป้าหมายของเราหรือเหมาะกับตัวเรา

ลองคิดดูว่า ถ้าเราไม่เชื่อในเป้าหมายที่ตั้งไว้ (หรือคนอื่นตั้งไว้ให้) เราจะทำมันได้สำเร็จหรือเปล่า ระหว่างทางคงได้เจอกับคำถามว่า “ฉันทำได้หรือเปล่า” ตลอดเวลาเป็นแน่ หรือไม่งั้นก็คงรู้สึกเหนื่อยเหลือเกิน เมื่อไรจะจบจะสิ้นสักที เหมือนเข็นครกขึ้นภูเขา ความรู้สึกแบบนี้ยิ่งพาลให้แรงจูงใจในการทำงานหมดลง

เป้าหมายที่เป็นของเราเอง เราย่อมรู้ดีว่า เราจะทำอย่างไรให้ไปถึงเป้าหมาย เรามีวิธีอยู่แล้ว มันก็เลยง่าย…และไม่เหนื่อย ยิ่งทำยิ่งมีแรงจูงใจ

ฝึกพูดตอกย้ำกับตนเองบ่อย ๆ 

การทำอะไรซ้ำ ๆ ซาก ๆ ในเรื่องที่ดี ย่อมส่งผลดีกับตัวของเราอย่างแน่นอน

การพูดตอกย้ำกับตนเองบ่อย ๆ ก็เป็นเรื่องที่ดีเหมือนกัน แต่ไม่เสมอไป ถ้าการพูดตอกย้ำนั้นไม่อยู่บนความเป็นจริง เป็นเรื่องที่เลื่อนลอย ก็ยิ่งทำให้แรงจูงใจของเราลดลง เพราะเราย่อมรู้อยู่แล้วว่ามันเป็นไปไม่ได้!

ตัวอย่างการพูดตอกย้ำที่ไม่ค่อยโอเค เช่น “ฉันเป็นเศรษฐี ฉันมีเงินเป็นร้อยล้าน” – ทั้งที่จริงเงินเดือนหมดกระเป๋าแล้ว

การพูดตอกย้ำที่จะช่วยเพิ่มแรงจูงใจ ก็อย่างเช่น

  • ฉันมีความสามารถที่จะประสบความสำเร็จในเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ได้
  • ไม่ว่าจะยากเย็นแค่ไหน ฉันผ่านมันไปได้
  • ทุกครั้งที่ฉันพลาด ทุกครั้งที่ฉันล้ม ฉันลุกยืนขึ้นได้
  • ฉันเชื่อว่า ถ้าฉันทำสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างนี้ทุกวัน อย่างสม่ำเสมอ ฉันต้องไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ในที่สุด

อย่าเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น

การเปรียบเทียบตัวของเรา ความสามารถของเรา หรือสิ่งที่เราเป็นอยู่กับคนอื่น นอกจากจะทำลายแรงจูงใจแล้ว ยังทำให้เรารู้สึกสงสัยในตัวเองอีกด้วย

เราต้องระลึกไว้เสมอว่า เส้นทางเดินของเรา ไม่ใช่มีแค่เราคนเดียว แต่มีคนอื่นร่วมเดินกันเราด้วย บางคนก็นำเราไปแล้ว บางคนก็อยู่ข้างหลังเรา การเปรียบเทียบคนที่อยู่ข้างหน้า จะทำให้เราท้อ และการเปรียบเทียบคนที่อยู่ข้างหลัง จะทำให้เราชะล่าใจ

ให้โฟกัสที่ตัวของเรา ผลลัพธ์ของเรา โฟกัสว่าเราเดินไปได้กี่ก้าวแล้ว วันนี้เราไปไกลอีกแค่ไหน การมองแต่คนอื่น ยิ่งทำให้เราหมดแรงจูงใจและยังสร้างแรงอิจฉา ซึ่งเป็นพลังงานด้านลบที่สุดยอด

ก่อนลงมือ…ต้อง research จนเข้าใจ

ไม่ว่าจะเป็นงานเล็กงานใหญ่ งานยากหรืองานง่าย การลงแรงศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการและขั้นตอนต่าง ๆ ในงานนั้น จะทำให้เราประสบความสำเร็จได้ง่ายขึ้น

การศึกษางานที่ทำอย่างถี่ถ้วนก่อนลงมือทำ จะทำให้เราคาดเดาถึงอุปสรรคข้างหน้า ลดความกังวลในงาน ยังทำให้เราตั้งความหวังอย่างพอดิบพอดี ไม่ตั้งความหวังจนโอเวอร์ไป และทำให้เป้าหมายของเรามีความชัดเจนขึ้น

การเจออุปสรรคที่ไม่เคยเจอหรือไม่เคยหาวิธีรับมือมาก่อน จะทำให้แรงจูงใจในงานนั้นลดลง และเช่นกัน การตั้งความหวังหรือเป้าหมายในงานนั้นไว้อย่างสูงส่งเกินความจริง สุดท้ายเมื่อไม่ได้ตามที่หวัง ก็มีแต่ตัวเรานั่นล่ะ ที่จะไปต่อไม่ได้ เพราะแรงจูงใจถูกทำลายไปหมดสิ้น

RESERCH FIRST and NOT OVEREXPECTATION

เคารพกฎแห่งความ…ไม่แน่นอน

หลายคนอาจเคยหมดพลัง หมดแรงจูงใจที่จะทำงานต่อ เมื่อเจอเข้ากับความผิดหวัง

การตั้งความหวังเป็นเรื่องที่ดี ถือว่าเป็นเป้าหมายที่เราต้องไปให้ถึงฝั่ง แต่เมื่อทำแล้วไปเป็นไปตามหวัง เราก็ต้องทำใจยอมรับให้ได้ แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องยากที่ต้องทำแบบนั้น

ชีวิตคือเรื่องที่ไม่แน่นอน มนุษย์ทุกคนเดินอยู่บนเส้นด้าย จะพลัดตกลงมาเมื่อไรก็ไม่รู้ แต่วันนี้…ถึงแม้ว่าเราจะยังไม่ประสบผลสำเร็จตามที่คาดหวัง แต่เรายังมีชีวิตอยู่ เรายังมีลมหายใจ มีบ้าน มีครอบครัว มีภรรยา มีสามี มีลูก ที่ต้องกลับไปหา

“Failure is Success in Progress”

เมื่อพลาดแล้วก็ลุกใหม่ แค่นั้นเอง ชีวิตเราไม่ได้จบสิ้นสักหน่อย จริงไหม

ตั้งเป้าหมายให้เล็กลง แต่มีหลายเป้าหมาย 

ขนาดเป้าหมายก็เป็นเรื่องสำคัญ ที่จะบ่งบอกว่าเราจะมีแรงจูงใจไปได้อีกนานแค่ไหน

การตั้งขนาดเป้าหมายใหญ่ แบบโอเวอร์ ดูแล้วไม่น่าเป็นไปได้ อาจจะใช้เวลาถึงเป้าหมายที่นานมาก ๆ อาจทำให้เราหมดกำลังใจเสียก่อน

อย่างที่กล่าวไปในตอนต้นว่า การ research ก่อนลงมือทำอะไรสักอย่าง นอกจากจะทำให้งานของเรา flow ไม่ติดขัด (มาก) ยังทำให้เราตั้งเป้าหมายได้ชัดเจน 

นอกจากเป้าหมายจะชัดเจนขึ้นแล้ว เรายังแบ่งเป้าหมายใหญ่ ๆ ออกเป็นเป้าหมายเล็ก ๆ ที่ทำให้เราก้าวเดินได้ง่ายขึ้น ระยะเวลาในแต่ละเป้าหมายลดลง ทำให้เรามีแรงจูงใจที่จะก้าวไปสู่เป้าหมายถัดไป

นอกจากจะเป็นการสร้างแรงจูงใจแล้ว การตั้งเป้าหมายเล็ก ๆ ยังช่วยลดความผิดพลาดของงาน ทำให้เราได้ตรวจสอบ และพินิจพิเคราะห์งานได้ละเอียดมากขึ้น

ถึงแม้ว่าจะเป็นเป้าหมายเล็ก ๆ แต่ถ้าทำสำเร็จแล้ว ก็อย่าลืมเฉลิมฉลอง ถือว่าเป็นการให้รางวัลกับตัวเอง 

ตัวอย่างการให้รางวัลตัวเอง

  • ไปเดินห้าง
  • กินข้าวนอกบ้าน 1 มื้อ
  • ดูหนัง 1 เรื่อง
  • ดูซีรีส์ 1 ตอน

วางแผน…เพื่อชัยชนะ

“คุณเกิดมาเพื่อชนะ แต่การจะเป็นผู้ชนะได้นั้น คุนต้องวางแผนเพื่อให้ไปถึงชัยชนะ คุณต้องเตรียมตัวเพื่อชนะ และคาดหวังว่าต้องชนะ – Zing Ziglar”

A Goal Without A Plan Is Just A Wish – เป้าหมายที่ปราศจากการวางแผน เป็นได้เพียงแค่ความหวัง

การประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าไม่ได้วางแผนเอาไว้

ก่อนเข้านอนสัก 15 นาที ลองใช้เวลานั่งทำรายการที่ต้องทำ (to-do list) สำหรับวันรุ่งขึ้น ให้เราตั้งเป้าหมายว่าพรุ่งนี้ต้องทำอะไรให้สำเร็จ และจัดระดับความสำคัญของ to-do list ที่เราได้เขียนไว้ งานไหนควรทำก่อน งานไหนควรเอาไว้หลังสุด 

งานที่ควรทำก่อนในตอนเช้า ควรเป็นงานที่มีความสำคัญระดับสูงสุด เพราะมันอาจเป็นงานที่ยากที่สุด หินที่สุด หรือเร่งด่วนที่สุด เมื่องานแรกสำเร็จลุล่วงไปแล้ว เราก็ไม่ต้องมานั่งกังวลกับงานต่อ ๆ ไป ซึ่งก็เป็นงานหมู ๆ (มั้ง) 

นอกจากการทำ to-do list แล้ว การตระเตรียมเสื้อผ้า จัดกระเป๋า หรือวางแผนการเดินทางก่อนเข้านอน ก็จะทำให้วันพรุ่งนี้ไม่เป็นวันที่ยุ่งเหยิง และไม่ทำให้เกิดอุปสรรคต่าง ๆ ที่จะมาเข่นฆ่าแรงจูงใจของเรา

เหนื่อยนักก็พักสักหน่อย

การทำงานเป็นระยะเวลาติดต่อกัน ย่อมทำให้ร่างกายของเราเกิดความอ่อนล้า หมดแรง คิดไม่ออก เรื่องของจิตใจก็เช่นกัน การที่เราต้องนั่งทำอะไรซ้ำ ๆ เดิม ๆ นั่งคิดอยู่ตลอดเวลา ความรู้สึกลึก ๆ ก็จะบอกว่า “พอแล้ว” “หยุดเถอะ” ถ้าเรายังไม่หยุด ยังฝืนทำต่อ คราวนี้ล่ะ ที่ความรู้สึกเบื่อ ความท้อแท้ จะเริ่มเกิดขึ้น และสุดท้ายก็จะทำให้เราหมดแรงจูงใจไปในที่สุด

การหยุดพักชั่วครู่ระหว่างทำงาน จะช่วยให้สมองผ่อนคลาย มีเวลามานั่งทบทวนสิ่งที่ทำไป เกิดแรงบันดาลใจ และทำให้มีแรงฮึดสู้ทำงานที่ค้างอยู่ให้สำเร็จ

อย่าคิดมาก งานง่าย…จะกลายเป็นงานยุ่ง

การคิดมากจะทำให้เรื่องง่าย ๆ กลายเป็นเรื่องยุ่ง ๆ โดยที่เราไม่รู้ตัว 

เวลาที่เราคิดมาก จะก่อให้เกิดความเครียดขึ้นมา ถ้าเราเป็นคนที่คิดมากอยู่เสมอ นอกจากทำให้เรากลายเป็นคนขี้วิตกกังวลแล้ว ยังทำให้สมองของเราทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพอย่างที่ควรจะเป็น

นอกจากจะส่งผลกระทบต่อตัวของเราแล้ว การคิดมาก จะทำให้งานของเราไม่เดิน เราจะกังวลอยู่ตลอดว่า ต้องแบบนี้ ต้องแบบนั้น สุดท้ายก็ไปถึงเป้าหมายไม่ได้สักที

Woman contemplating

แล้วเราจะรับมือกับการคิดมากได้อย่างไร

การฝึกทำสมาธิมีสติรู้ตัวอยู่ตลอดเวลา รู้ว่าตัวเองอยู่ตรงไหน ทำอะไร รู้ลมหายใจเข้าออก อยู่กับปัจจุบัน จะช่วยคลายความคิดมาก ช่วยให้เรารู้ว่าสิ่งที่เราคิดนั้น…ยังไม่เกิดขึ้นจริง ไม่ต้องคิดมากก็ได้

การฝึกทำสมาธิอาจเป็นเรื่องยากสำหรับคนที่ไม่เคยทำ แต่ถ้ารู้หลักและฝึกฝนบ่อย ๆ แล้ว รับรองว่าง่าย

นอกจากการทำสมาธิเพื่อขจัดอาการคิดมากหรือวิตกกังวลแล้ว การแบ่งเป้าใหญ่ออกเป็นเป้าหมายย่อย ๆ ก็จะช่วยให้เราติดตามงานได้ง่ายขึ้น ก็จะช่วยลดความกังวลในงานไปได้อีกเปราะ

หมดแรงจูงใจเมื่อไร…ให้นึกถึงความสำเร็จที่ผ่าน ๆ มา

ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้ประสบความสำเร็จอย่างใหญ่โต แต่ให้ระลึกไว้ว่า นั่นคือความสำเร็จ ที่ยิ่งใหญ่สำหรับเราแล้ว ไม่ต้องไปเทียบกับความสำเร็จของคนอื่น แล้วใช้ความสำเร็จนั้น ๆ มาเป็นตัวช่วยสร้างแรงจูงใจ

ถ้าย่อท้อบ่อย คงถึงเวลาแล้วล่ะที่จะนึกถึงอดีตที่หอมหวาน (อาจมีขมบ้าง) แล้วลองตรึกตรองดูว่า ที่ผ่าน ๆ มาความสำเร็จที่เราเคยทำ ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ มีอะไรบ้าง จดเอาไว้ในกระดาษ แล้วเวลาที่รู้สึกว่าไปต่อไม่ได้แล้ว ไม่มีแรงจูงใจเลย ก็เอากระดาษใบนี้ขึ้นมาดู ว่า…เออ ฉันก็เก่งนะเนี่ย 

พยายามอยู่ใกล้คนคิดบวก

“like dissolve like” เป็นหลักง่าย ๆ ในวิชาเคมี ที่ว่าสารที่เหมือน ๆ กัน มักจะลายผสมกลมเกลียวกันได้เป็นเนื้อเดียว

คนเราเองก็เช่นกัน ถ้าเราอยากเปลี่ยนแปลงตัวเอง เป็นคนที่มีแรงจูงใจ มีแรงผลักดัน และจะต้องเป็นคนที่ประสบความสำเร็จ การอยู่ใกล้ ๆ การพูดคุยกับคนที่มีแนวโน้มว่าจะประสบความสำเร็จย่อมเป็นเรื่องที่ดี (มาก)

คนที่มีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จ มักเป็นคนคิดบวก เป็นคนที่ให้กำลังใจผู้อื่น เข้าอกเข้าใจผู้อื่น ชอบพูดคุยเรื่องที่เป็นประโยชน์ ไม่นินหาให้ร้ายผู้อื่น

ถ้าหาคนคิดบวกไม่ได้ ก็ลองกลายร่างเป็นคนคิดบวกดูสิ แค่เริ่มชื่นชมคนอื่น ให้กำลังใจเพื่อนร่วมงาน ให้ข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์อย่างจริงใจ แค่นี้สังคมในที่ทำงานหรือทีมก็กลายเป็นบวกแล้ว และสิ่งนี้เองที่จะหนุนสร้างแรงจูงใจให้เราในทางอ้อม

ถามตนเองอยู่เสมอ ๆ

  • ฉันจะทำอย่างไรถึงจะสนุกกับสิ่งที่ทำอยู่
  • สถานการณ์ที่กำลังเป็นอยู่ มีข้อดีอะไรบ้าง 
  • ฉันจะก้าวเดินต่อไปข้างหน้าอย่างไรดี
  • ก้าวต่อไป เป้าหมายต่อไปของฉันคืออะไร
  • ฉันจะทำให้ก้าวเดินของฉันเร็วขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ได้อย่างไร

คำถามในลักษณะนี้ เป็นสิ่งที่เราควรถามตัวเองอยู่บ่อย ๆ เพราะจะช่วยให้เราได้ฝึกคิด ได้วิเคราะห์ ทำให้เกิดสายโซ่ของความคิดใหม่ ๆ ที่ไม่รู้จักจบสิ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้เอง จะทำให้เราก้าวไปถึงเป้าหมายได้เร็วมากขึ้น

สุดท้าย…ลงมือทำเสียที…มัวแต่ตั้งเป้าหมายอยู่นั่นล่ะ

“action often comes before motivation”

อาจแปลได้ง่าย ๆ ว่า… จะมีแรงจูงใจได้ ต้องลงมือทำก่อน

นี่อาจเป็นหลุมพรางที่ไม่ใหญ่ แต่ลึก ที่หลาย ๆ คนอาจประสบพบเจอ รวมถึงตัวผู้เขียนด้วย เรามักถูกสอนให้ตั้งเป้าหมาย เราเรียนเรื่องการตั้งเป้าหมายอย่างช่ำชอง แต่สิ่งที่เราขาด คือ การลงมือทำ (เสียที)

เป้าหมายและแผนการ…อาจเป็นเหมือนแผนที่ที่ให้เราเดินตาม

แต่…การลงมือทำนั้นไซร้ คือ เท้าของเรา

แรก ๆ การตั้งเป้าหมายอาจทำให้เรามีแรงจูงใจ (เยอะเสียด้วย) หลายคน (รวมถึงผู้เขียนอีกเช่นกัน) ตั้งเป้าหมายไว้แล้ว แทนที่จะลงมือทำ กลับ…นั่งเพ้อฝันถึงความสำเร็จ 

การนั่งเพ้อฝันถึงความสำเร็จ หรือปล่อยเป้าหมายไว้นานเกิน ไม่ลงมือทำเสียที สุดท้ายก็จะเป็นตัวการสำคัญที่จะมาทำลายแรงจูงใจของเรา

การเริ่มลงมือทำ…จะทำให้เรารู้สึกว่า เออ…เราก็ทำได้นี่หว่า ไม่ยากเลย สิ่งเหล่านี้เองที่ทำให้เราสามารถสร้างแรงจูงใจขึ้นมา…ได้ด้วยตัวเอง

การสร้างแรงจูงใจด้วยตัวเองนั้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่อาจเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนักที่จะเริ่มทำ แต่เชื่อได้ว่าถ้าได้ลงมือทำตามเคล็ดลับต่าง ๆ ในข้างต้น นอกจากแรงจูงใจและแรงกระตุ้นต่าง ๆ จะเกิดขึ้นแล้ว สิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้า ไม่ใกล้ไม่ไกล ก็คือความสำเร็จหรือเป้าหมายที่เราได้ตั้งเอาไว้นั่นเอง

Facebook Comments

0 Comments

Add Yours →

ใส่ความเห็น