สมุนไพร คืออะไร สารสำคัญในพืชสมุนไพร การเตรียมสมุนไพรไทย และประโยชน์ของสมุนไพรมีอะไรบ้าง

สมุนไพร (Medicinal Plants หรือ Herbs) คือ ส่วนของพืช สัตว์ หรือแร่ธาตุ ที่สามารถใช้เป็นยา หรือมีสรรพคุณช่วยบำบัดรักษาโรคต่าง ๆ อาจใช้พืชสมุนไพรเป็นยาเดี่ยว หรือใช้ผสมกับสมุนไพรอื่น ๆ ตามตำรับยาก็ได้ นอกจากใช้บำบัดโรคแล้ว ยังมีการใช้สมุนไพรเพื่อบำรุงร่างกาย เสริมสมรรถภาพของร่างกาย หรือบางครั้งก็ใช้เป็นยาพิษ


ตัวอย่างของพืชสมุนไพรไทย ได้แก่ กระเทียม ขิง ข่า ตะไคร้ ขี้เหล็ก คูน ขมิ้นชัน ชุมเห็ดเทศ ทองพันชั่ง และฟ้าทะลายโจร
ตัวอย่างของสมุนไพรที่ได้จากสัตว์ ได้แก่ เขากวางอ่อน น้ำผึ้ง
ตัวอย่างสมุนไพรที่เป็นแร่ธาตุ ได้แก่ กำมะถัน
กระเทียม garlic สมุนไพร

สมุนไพรไทย พืชสมุนไพร มีสารสำคัญอะไรบ้าง

สารสำคัญต่าง ๆ ในสมุนไพรไทยที่แตกต่างกัน เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้สมุนไพรไทยแต่ละชนิด มีคุณสมบัติและสรรพคุณในการรักษาโรค รวมถึงพิษวิทยาที่แตกต่างกัน โดยสารสำคัญเหล่านี้ สามารถแบ่งออกได้เป็นหลายกลุ่ม ได้แก่
ไขมัน (lipids)
สมุนไพรไทยหลาย ๆ ชนิด มีน้ำมันที่มีสรรคุณช่วยบำบัดรักษาโรค เช่น น้ำมันละหุ่ง (castor oil) หรือน้ำมันมะพร้าว (coconut oil)
คาร์โบไฮเดรต (carbohydrates)
เป็นองค์ประกอบทางเคมีที่พบได้มากในพืชทุกชนิด ประกอบด้วยธาตุหลัก ๆ 3 ธาตุ ได้แก่ คาร์บอน ไฮโดรเจน และออกซิเจน โดยมักจะพบอยู่ในรูปของแป้ง (starch) ยางไม้ (gum) น้ำตาบ (sugar) รวมถึงเส้นใยพืช (fibers)
น้ำมันหอมระเหย (essential oils)
เป็นส่วนประกอบที่ทำให้สมุนไพรไทยหลาย ๆ ชนิดมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว มักมีฤทธิ์ขับลม แก้ท้องอืด เช่น น้ำมันหอมระเหยที่พบในสมุนไพรไทย อย่างพืชตระกูลขิง มะนาว กานพลู เป็นต้น
แอลคาลอยด์ (alkaloids)
แอลคาลอยด์ พบได้มากในพืชชั้นสูง เป็นสารที่มีธาตุไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบ คุณสมบัติทางเคมีมักมีฤทธิ์เป็นด่าง และมีรสชาติที่ขม โดยมนุษย์นำสารแอลคาลอยด์จากพืชมาใช้ประโยชน์มากมาย โดยเฉพาะการใช้เป็นยาสมุนไพร นอกจานี้แอลคาลอยด์บางชนิดยังมีพิษอีกด้วย
ไกลโคไซด์ (glycosides)
เป็นสารในสมุนไพรที่สามารถละลายน้ำได้เป็นอย่างดี โดยโครงสร้างทางเคมีของสารกลุ่มนี้ จะมีส่วนที่เรียกว่า aglycone ซึ่งจะจับกับน้ำตาล หรือ glycone โดยในส่วน aglycone ของไกลโคไซด์ในพืชแต่ละชนิด อาจมีความแตกต่างกัน จึงส่งผลทำให้สมุนไพรไทยแต่ละชนิด มีสรรถคุณที่แตกต่างกัน เช่น

  • แอนทราควิโนน ไกลโคไซด์ (anthraquinone glycosides) พบได้มากในสมุนไพรไทยอย่างชุมเห็ดเทศ มะขามแขก ซึ่งมีฤทธิ์เป็นยาระบาย
  • ซาโปนิน ไกลโคไซด์ (saponin glycosides) พบได้ในมะคำดีควาย ซึ่งเป็นสมุนไพรไทยที่ช่วยรักษาโรคชันนะตุ มีคุณสมบัติเกิดฟองเมื่อนำไปเขย่ากับน้ำ จึงสามารถนำไปชำระล้างสิ่งสกปรกต่าง ๆ ได้
  • คาร์ดิแอค ไกลโคไซด์ (cardiac glycosides) เป็นสารไกลโคไซด์ ที่พบในพืชสมุนไพรไทยหลายชนิด เช่น ยี่โถ โดยมีฤทธิ์ต่อการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ
  • ไซยาโนเจนนีติก ไกลโคไซด์ (cyanogenetic glycosides) พบได้ในรากมันสำปะหลัง ผักหนาม กระเบาน้ำ ผักเสี้ยนผี เมื่อเซลล์พืชถูกทำลาย สารตัวนี้จะถูกย่อยสลายให้สารไซยาไนด์ (cyanides) ซึ่งมีพิษ

แทนนิน (tannins)
มีรสฝาด มีฤทธิ์ฝาดสมาน มักใช้เป็นสมุนไพรแก้ท้องเสีย พบได้ในเปลือกมังคุด เปลือกทับทิม ใบชา เป็นตัน

หลัก 5 ถูก ในการใช้สมุนไพรไทย พืชสมุนไพร เป็นยา

สมุนไพร สมุนไพรแห้ง
หลักการง่าย ๆ ที่จะช่วยให้การใช้สมุนไพรไทย พืชสมุนไพร เป็นยารักษาโรคที่มีประสิทธิภาพ และมีความปลอดภัย ได้แก่
ถูกต้น
สมุนไพรไทยแต่ละชนิด ในแต่ละท้องถิ่นก็อาจมีชื่อเรียกที่แตกต่างกัน ซึ่งอาจทำให้สับสน และอาจนำไปใช้ผิด จนเกิดอันตรายได้ ดังนั้นก่อนใช้สมุนไพรรักษาโรค ควรค้นคว้าและพิสูจน์เอกลักษณ์ของพืชสมุนไพรที่สนใจให้ชัดเจนก่อน
ถูกส่วน
แต่ละส่วนของสมุนไพรไทย ไม่ว่าจะเป็นลำต้น ใบ ดอก ราก ผล หรือเมล็ด จะมีสรรพคุณและฤทธิ์ที่แตกต่างกัน พืชสมุนไพรบางชนิดอาจมีส่วนที่มีพิษ และส่วนที่ไม่มีพิษ การเลือกส่วนที่มีพิษของสมุนไพรมาใช้ อาจทำให้เกิดอันตรายกับผู้ใช้ได้
ถูกขนาด
ขนาดการใช้สมุนไพรไทยในคนแต่ละคน อาจมีความแตกต่างกัน ขึ้นกับช่วงอายุ โรคที่เป็น และความแข็งแรงของร่างกาย โดยส่วนมากแล้วสมุนไพรไทย มักจะใช้วิธีการชั่งตวงในแบบโบราณ เช่น กอบมือ กำมือ ชั่ง บาท เฟื้อง การเข้าใจหน่วยวัดและปริมาณที่ถูกต้อง ก็จะช่วยทำให้การใช้ยาสมุนไพร มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยมากขึ้น
ถูกวิธี
สมุนไพรไทยแต่ละชนิดและแต่ละส่วน อาจมีวิธีการใช้ไม่เหมือนกัน บางชนิดจำเป็นต้องใช้สด ๆ บางชนิดอาจต้องนำไปดองกับสุรา หรือบางชนิดอาจต้องนำไปต้ม การใช้ไม่ถูกวิธี ก็จะทำให้ประสิทธิภาพของการใช้ยาสมุนไพรลดลง
ถูกโรค
สมุนไพรไทยแต่ละชนิด มีสรรพคุณที่แตกต่างกัน ใช้รักษาและบรรเทาอาการของโรคได้แตกต่างกัน การเลือกใช้สมุนไพรไทยที่ไม่ตรงกับโรค อาจทำให้อาการของโรคนั้น ๆ แย่ลงได้ เช่น ใช้ยาสมุนไพรไทยที่มีฤทธิ์ฝาดสมาน เช่น กล้วยดิบ ในคนที่อาการท้องผูก ก็จะยิ่งทวีอาการของโรคท้องผูกให้รุนแรงมากขึ้น

อาการใดบ้าง ที่ไม่ควรใช้สมุนไพรไทย พืชสมุนไพร

  • เมื่อรักษาด้วยสมุนไพรไทย มานานกว่า 3 ถึง 4 วัน แล้วอาการต่าง ๆ ยังไม่ดีขึ้น ควรรีบไปโรงพยาบาล เพื่อหาสาเหตุที่เป็นต้นเหตุของโรค
  • หลังการทานพืชสมุนไพร แล้วมีอาการผื่นคัน คลื่นไส้อาจเนียน ลมพิษ ใจสั่น ใจไม่ดี ซึ่งอาจเกิดจากการแพ้ได้
  • ภาวะไข้สูง ร่วมกับมีอาการตาแดง ปวดเมื้อยกล้ามเนื้อ ซึม หรืออาจมีอาการเพ้อ
  • มีมีภาวะตัวเหลือง ตาเหลือง ไข้สูง ซึ่งอาจเกิดจากโรคตับ ถ้าปล่อยไว้อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
  • อาเจียนอย่างรุนแรง จนเกิดภาวะขาดน้ำ หรืออาเจียนเป็นเลือด
  • ปวดท้องรุนแรง ร่วมกับมีไข้ ท้องเสีย อาจเจียน มีภาวะขาดน้ำ หรือถ่ายเป็นมูกเลือด
  • อาการปวดท้องที่รุนแรง ปวดท้องบริเวณท้องด้านขวาในส่วนล่าง ร่วมกับมีไข้ ซึ่งอาจเป็นอาการของไส้ติ่งอักเสบ
  • โรคบางชนิดที่ต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะโรคที่ต้องติดตามการรักษาโดยใช้ผลการตรวจจากห้องปฏิบัติการ เช่น เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง
  • โรคบางชนิดที่มีอันตรายถึงชีวิต ที่ต้องได้รับการรักษาจากแพทย์แผนปัจจุบันในทันที เช่น โรคมะเร็ง แผลจากการโดนสุนัขบ้ากัด
  • ใช้ยาบางชนิด ที่อาจมีอันตรกิริยา (ยาตีกัน) กับยาสมุนไพรได้ โดยเฉพาะยาที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยการแข็งตัวของเลือด เช่น ยาวาร์ฟาริน (warfarin) และแอสไพริน (aspirin)

การเตรียมยาสมุนไพรไทย ที่คนไทยคุ้นเคย

สมุนไพร สมุนไพรไทย
สมุนไพรไทยสามารถเตรียมเป็นตำรับยาได้หลากหลายรูปแบบ โดยการเตรียมสมุนไพรไทยที่คนไทยนิยม ได้แก่
ยาผง
ได้จากการทำสมุนไพรไทยให้แห้ง แล้วนำไปบดเป็นผง สามารถนำยาผงไปใช้เตรียมยาสมุนไพรไทยในรูปแบบต่าง ๆ ได้เป็นจำนวนมาก เช่น ยาแคปซูล ยาลูกกลอน และยาเม็ด
ยาลูกกลอน
เป็นการใช้ผงยาสมุนไพรไทย 1 ถึง 2 ส่วน ผสมกับน้ำผึ้ง 1 ส่วน แล้วปั้นเป็นเม็ดยา เพิ่มความสะดวกในการทาน อีกทั้งยังช่วยกลบรสชาติที่ไม่พึงประสงค์บางประการ ทำให้ทานยาสมุนไพรได้ง่ายขึ้น
ยาต้ม
เป็นการเตรียมยาโดยใช้สมุนไพรสดหรือสมุนไพรไทยแห้ง มาต้มรวมกับน้ำ โดยให้น้ำมีระดับสูงกว่าสมุนไพร รอจนเดือด แล้วต้มต่อประมาณ 10 นาที ซึ่งยาต้มมักจะมีอายุ 3 ถึง 5 วัน นอกจากนี้ยังสามารถใช้น้ำ 3 ส่วน สมุนไพร 1 ส่วน แล้วเคี่ยวจนเหลือน้ำ 1 ส่วนก็ได้
ยาดอง
เป็นการเตรียมยาสมุนไพรด้วยการสกัดโดยใช้แอลกอฮอล์หรือเหล้า มักบดสมุนไพรให้เป็นผงหยาบ ๆ เพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวของการสกัด แล้วนำผงสมุนไพรใส่ผ้าขาวบางแล้วห่อไว้ แล้วนำไปแช่ในเหล้า โดยอาจทิ้งไว้ในโหลประมาณ 1 สัปดาห์ แล้วค่อยน้ำมารับประทาน
ยาชง
มักเตรียมจากผงสมุนไพรแห้ง โดยการเติมน้ำเดือด 10 ส่วน ต่อผงสมุนไพร 1 ส่วน หรืออาจใช้ปริมาณน้ำและสมุนไพร ที่ระบุไว้ในตำรับของสมุนไพรแต่ละชนิด

สมุนไพรไทยในงานสาธารณสุขมูลฐาน

สมุนไพรในงานสาธารณสุขมูลฐาน เป็นการรวบรวมรายชื่อสมุนไพรไทย ที่สามารถนำมาใช้ในการส่งเสริมสุขภาพ และการบำบัดรักษาโรคในขั้นต้น โดยสมุนไพรในรายการนี้ เป็นสมุนไพรที่หาได้ง่าย มีอยู่ในชุมชน รวมถึงยังมีประสิทธิภาพดี และมีความปลอดภัยในการใช้
สมุนไพรในงานสาธารณสุขมูลฐาน สามารถแบ่งย่อยออกเป็นกลุ่ม ๆ ได้ตามลักษณะการนำไปใช้บำบัดรักษาโรคในระบบต่าง ๆ ได้ดังนี้

1. กลุ่มสมุนไพรไทยที่ช่วยบำบัดรักษากลุ่มโรคในระบบทางเดินหายใจ

1.1 สมุนไพรที่ใช้บรรเทาอาการไอ และอาการระคายคอจากการมีเสมหะ

  • ขิง (Zingiber officinale)
  • ดีปลี (Piper retrofractum)
  • เพกา (Oroxylum indicum)
  • มะขาม (Tamaridun indica)
  • มะขามป้อม (Phyllanthus emblica)
  • มะนาว (Citrus auratifolia)
  • มะแว้งเครือ (Solanum trilobatum)
  • มะแว้งต้น (Solanum indicum)

2. กลุ่มสมุนไพรไทยที่ช่วยบำบัดรักษากลุ่มโรคในระบบทางเดินอาหาร

2.1 สมุนไพรที่ใช้รักษาโรคกระเพาะอาหาร

  • กล้วยน้ำว้า (Mus sapientum)
  • ขมิ้นชัน (Curcuma longa)

2.2 สมุนไพรที่ช่วยบรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และอาการแน่นจุกเสียด

  • กระชายเหลือง (Boesenbergia rotunda)
  • กระเทียม (Allium sativum)
  • กระวานไทย (Amomum testaceum)
  • กะทือ (Zingiber zerumbet)
  • กะเพรา (Ocimum tenuiflorum)
  • กานพลู (Syzygium aromaticum)
  • ขมิ้นชัน (Curcuma Longa)
  • ข่า (Alpinia galangal)
  • ขิง (Zingiber officinale)
  • ดีปลี (Piper retrofractum)
  • ตะไคร้ (Cymbopogon citratus)
  • พริกไทย (Piper nigrum)
  • มะนาว (Citrus aurantifolia)
  • เร่ว (Amomum villosum)
  • หญ้าแห้วหมู (Cyperus rotundus)

2.3 สมุนไพรที่ช่วยบรรเทาอาการท้องผูก

  • ขี้เหล็ก (Senna siamea)
  • คูน (Cassia fistula)
  • ชุมเห็ดเทศ (Senna alata)
  • มะขาม (Tamarindus indica)
  • มะขามแขก (Senna alexandrina)
  • แมงลัก (Ocinum americanum)

2.4 สมุนไพรที่ช่วยบรรเทาอาการท้องเดิน

  • กล้วยน้ำว้า (Musa sapientum)
  • ทับทิม (Punica granatum)
  • ฝรั่ง (Psidium guajava)
  • ฟ้าทะลาย (Andrographis paniculata)
  • มังคุด (Garcinia mangosatana)
  • สีเสียดเหนือ (Acacia catechu)

2.5 สมุนไพรที่ช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้ และอาเจียน

2.6 สมุนไพรที่ช่วยถ่ายพยาธิ

  • ฟักทอง (Cucurbita moschata)
  • มะเกลือ (Diospyros mollis)
  • มะหาด (Artocarpus lacucha)
  • เล็บมือนาง (Quisqualis indica)

2.7 สมุนไพรที่ช่วยบรรเทาอาการปวดฟัน

  • แก้ว (Murraya paniculata)
  • ข่อย (Streblus asper)
  • ผักคราด (Acmella oleracea)

2.8 สมุนไพรที่รักษาอาการเบื่ออาหาร

  • ขี้เหล็ก (Senna siamea)
  • บอระเพ็ด (Tinospora crispa)
  • มะระขี้นก (Momordica charantia)
  • สะเดาไทย (Azadirachta indica)

3. กลุ่มสมุนไพรไทยที่ช่วยบำบัดรักษากลุ่มโรคในระบบทางเดินปัสสาวะ

3.1 สมุนไพรที่ใช้รักษาบรรเทาอาการขัดเบา

  • กระเจี๊ยบแดง (Hibiscus sabdariffa)
  • ขลู่ (Pluchea indica)
  • ตะไคร้ (Cymbopogon citratus)
  • สับปะรด (Ananas comosus)
  • หญ้าคา (Imperata cylindrical)
  • อ้อยดำ (Saccharum officinarum)

4. กลุ่มสมุนไพรที่ช่วยบำบัดรักษากลุ่มโรคทางผิวหนัง

4.1 สมุนไพรที่ใช้รักษากลากและเกลื้อน

  • กระเทียม (Allium sativum)
  • ข่า (Alpinia galangal)
  • ชุมเห็ดเทศ (Senna alata)
  • ทองพันชั่ง (Rhinacanthus nasutus)
  • พลู (Piper betle)

4.2 สมุนไพรที่ใช้รักษาชันนะตุ

  • มะคำดีควาย (Sapindus emarginatus)

4.3 สมุนไพรที่ใช้รักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก

  • บัวบก (Centella asiatica)
  • มะพร้าว (Cocos nucifera)
  • ว่านหางจระเข้ (Aloe vera)

4.4 สมุนไพรที่ใช้รักษาฝี และแผลพุพอง

  • ขมิ้นชัน (Curcuma longa)
  • ชุมเห็ดเทศ (Senna alata)
  • เทียนดอก (Impatiens balsamina)
  • ฟ้าทะลาย (Andrographis paniculata)
  • ว่านมหากาฬ (Gynura pseudochina)
  • ว่านหางจระเข้ (Aloe vera)

4.5 สมุนไพรที่ใช้รักษาอาการแพ้ และอาการอักเสบจากแมลงสัตว์กัดต่อย

  • ขมิ้นชัน (Curcuma longa)
  • ตำลึง (Coccinia grandis)
  • ผักบุ้งทะเล (Ipomoea pes-caprae)
  • พญายอ (Clinacanthus nutans)
  • เสลดพังพอน (Barieria lupulina)

4.6 สมุนไพรที่ใช้รักษาอาการลมพิษ

  • พลู (Piper betle)

4.7 สมุนไพรที่ใช้รักษาอาการงูสวัด และเริม

  • พญายอ (Clinacanthus nutans)

5. กลุ่มสมุนไพรไทยที่ช่วยบำบัดรักษากลุ่มโรคและความเจ็บป่วยอื่น ๆ

5.1 สมุนไพรที่ใช้รักษาอาการเคล็ด ขัด ยอก

  • ไพล (Zingiber montanum)

5.2 สมุนไพรที่ใช้รักษาอาการนอนไม่หลับ

  • ขี้เหล็ก (Senna siamea)

5.3 สมุนไพรที่ใช้รักษาอาการไข้

  • บอระเพ็ด (Tinospora crispa)
  • ฟ้าทะลาย (Andrographis paniculata)

5.4 สมุนไพรที่ใช้รักษาโรคเหา

  • น้อยหน่า (Annona squamosa)