วิตามินบี 2 (VITAMIN B2) ไรโบฟลาวิน (RIBOFLAVIN) คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร และอาการที่ขาดวิตามินบี 2

Categories old article archivePosted on

วิตามินบี 2 (Vitamin B2) หรือไรโบฟลาวิน (Riboflavin) เป็นหนึ่งในกลุ่มวิตามินบีคอมเพล็กซ์ (Vitamin B Complex) มีหน้าที่สำคัญหลายประการในร่างกาย รวมถึงยังเกี่ยวข้องกับกระบวนการเผาผลาญสารอาหารอีกด้วย


 

หน้าที่และประโยชน์ของวิตามินบี 2 ในร่างกาย

มาดูกันว่า วิตามินบี 2 มีหน้าที่สำคัญอย่างไรต่อกระบวนการต่าง ๆ ในร่างกายของเรา

กระบวนการเผาผลาญสารอาหาร

วิตามินบี 2 เป็นโคเอนไซม์ที่จำเป็นต่อกระบวนการทางชีวภาพของร่างกาย โดยจะฟอร์มตัวเป็น ฟลาวิน อะดีนีน ไดนิวคลีโอไทด์ (flavin adenine dinucleotide หรือ FAD) และ ฟลาวิน โมโนนิวคลีโอไทด์ (flavin mononucleotide หรือ FMN)
โดย FAD จะทำหน้าที่สำคัญในกระบวนการเผาผลาญและสลายไขมัน
ส่วน FMN รวมถึง FAD ยังมีหน้าที่ขนส่งอิเล็กตรอนในกระบวนการสลายคาร์โบไฮเดรต เพื่อให้ได้พลังงานในร่างกายอีกด้วย

การเปลี่ยนวิตามินชนิดอื่น ๆ ให้อยู่ในรูปที่ทำงานได้ (active form)

วิตามินบี 2 ยังเกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อม ในการเปลี่ยนรูปวิตามินบี 3 (ไนอะซิน) วิตามินบี 6 วิตามินบี 9 รวมถึงวิตามินเค ให้อยู่ในรูปที่ออกฤทธิ์ทางชีววิทยา

ป้องกันโรคต้อกระจก (cataracts)

โรคต่อกระจก เป็นโรคทางจักษุที่พบได้บ่อย มีข้อมูลพบว่า กลุ่มคนที่รับประทานอาหารที่มีวิตามินบี 2 สูงเป็นประจำ จะมีความเสี่ยงต่อโรคต่อกระจกต่ำกว่า นอกจากนี้การรับประทานอาหารเสริมที่มีวิตามินบี 2 เป็นส่วนประกอบ (บีคอมเพล็กซ์) ก็ช่วยป้องกันต้อกระจกได้เช่นเดียวกัน

ลดระดับของโฮโมซิสเทอีน (Homocysteine) ในเลือด

ภาวะที่เลือดมีสารโฮโมซิสเทอีนสูงกว่าค่ามาตรฐาน (hyperhomocysteinemia) เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ (cardiovascular disease) โรคหลอดเลือดอุดตัน (thrombosis) โรคอัลไซม์เมอร์ (Alzheimer’s disease) รวมถึงยังเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะกระดูกหักในผู้สูงอายุ
โดยในคนที่มีระดับของวิตามินบี 2 ในเลือดต่ำ มักจะมีระดับของโฮโมซิสเทอีนในเลือดสูง แต่เมื่อได้รับวิตามินบี 2 นาน 12 สัปดาห์ พบว่าระดับของโฮโมซิทเทอีนลดลงถึงร้อยละ 40

ป้องกันอาการปวดศีรษะไมเกรน

มีงานวิจัยพบว่าการรับประทานวิตามินบี 2 ในขนาดสูง 400 มิลลิกรัมต่อวัน จะช่วยลดความถี่ของอาการปวดศีรษะไมเกรนลงได้

อาการขาดวิตามินบี 2 (Riboflavin Deficiency)

ปากนกกระจอก
ปากนกกระจอก By Matthew Ferguson 57 (Own work) [CC BY-SA 3.0 (http://creativecommons.org/licenses/by-sa/3.0)], via Wikimedia Commons
เมื่อร่างกายขาดวิตามินบี 2 กระบวนการสร้างและซ่อมแซมเซลล์ใหม่จะเกิดความบกพร่อง โดยเฉพาะเซลล์บริเวณเนื้อเยื่อที่มีการแบ่งตัวอย่างรวดเร็ว จะได้รับผลกระทบมากที่สุด เช่น เซลล์บริเวณผิวหนัง ช่องปาก ดวงตา และลิ้น
โดยอาการเมื่อร่างกายขาดวิตามินบี (ariboflavinosis) ได้แก่ อาการอักเสบของดวงตา ริมฝีปาก ช่องปาก และลิ้น ผิวหนังแตกเป็นขุย มีแผลที่มุมปาก
โดยลักษณะเด่นชัดที่สุด ของโรคขาดวิตามินบี 2 คือ แผลที่มุมปาก หรือที่เรียกว่า ปากนกกระจอก (Angular Cheilitis หรือ Angular Stomatitis)

การรักษาปากนกกระจก

การรับประทานอาหารที่มีวิตามินบี 2 สูง โดยควรทานให้หลากหลาย เพื่อให้ได้วิตามินบี 2 อย่างเพียงพอ รวมถึงการทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารกลุ่มวิตามินบีคอมเพล็กซ์ ซึ่งควรได้รับคำปรึกษาจากแพทย์และเภสัชกร

ร่างกายต้องการวิตามินบี 2 ต่อวันเท่าไร

ความต้องการวิตามินบี 2 ต่อวัน ขึ้นกับช่วงอายุ เพศ และสภาวะของร่างกายในช่วงหนึ่ง ๆ

เด็ก (Pediatric)

ทารก แรกเกิดถึง 6 เดือน : 0.3 mg (adequate intake)
ทารก 6 – 12 เดือน : 0.4 mg (adequate intake)
เด็กเล็ก 1 – 3 ปี : 0.5 mg (RDA)
เด็ก 4 – 8 ปี : 0.6 mg (RDA)
เด็ก 9 – 13 ปี : 0.9 mg (RDA)
เด็กชาย 14 – 18 ปี : 1.3 mg (RDA)
เด็กผู้หญิง 14 – 18 ปี : 1 mg (RDA)

วัยผู้ใหญ่

ผู้ชาย วัย 19 ปีขึ้นไป : 1.3 mg (RDA)
ผู้หญิงวัย 19 ปีขึ้นไป : 1.1 mg (RDA)
หญิงตั้งครรภ์ : 1.4 mg (RDA)
หญิงให้นมบุตร : 1.6 mg (RDA)

แหล่งของวิตามินบี 2

สามารถพบวิตามินบี 2 ได้ใน นม และผลิตภัณฑ์จากนม เนื้อสัตว์ต่าง ๆ เครื่องในสัตว์ ไข่ ถั่วต่าง ๆ รวมถึงผักใบเขียว และควรบริโภคอาหารที่มีวิตามินบี 2 หลาย ๆ ชนิดในหนึ่งมื้อ เพื่อทำให้ร่างกายได้รับวิตามินบี 2 อย่างเพียงพอ
ส่วนในกรณีของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร วิตามินบี 2 มักจะรวมอยู่ในผลิตภัณฑ์วิตามินบีคอมเพล็กซ์ (Vitamin B Complex) ซึ่งประกอบด้วยวิตามินบีหลาย ๆ ชนิดรวมกัน (ดูบทความวิตามินบีคอมเพล็กซ์ ได้ที่นี่)

พิษและอาการข้างเคียง เมื่อบริโภควิตามินบี 2 มากเกินไป

วิตามินบี 2 เป็นวิตามินที่มีความปลอดภัยสูง ยังไม่มีรายงานพิษที่เกิดจากการบริโภควิตามินบี 2 เกินขนาด ถ้าบริโภควิตามินบี 2 มากเกินไป ตัววิตามินจะถูกขับออกทางปัสสาวะ และจะทำให้ปัสสาวะมีสีเหลืองเข้ม และมีกลิ่นที่เฉพาะตัว

แหล่งที่มาของข้อมูล

RIBOFLAVIN: Uses, Side Effects, Interactions and Warnings – WebMD
Vitamin B2 (Riboflavin) | University of Maryland Medical Center
Hyperhomocysteinemia – Wikipedia
Riboflavin – Wikipedia

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *