วิตามินซี ช่วยอะไร ยี่ห้อไหนดี วิธีกินวิตามินซี กินตอนไหน

Categories old article archivePosted on
ส้ม วิตามินซี ผลไม้

วิตามินซี (vitamin C) หรือ กรดแอสคอร์บิค (ascorbic acid) เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ ร่างกายของเราไม่สามารถสังเคราะห์ใช้เองได้ ซึ่งแตกต่างจากสัตว์ชนิดอื่น ๆ จึงทำให้มนุษย์ต้องได้รับวิตามินซีจากอาหาร โดยที่อาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินชนิดนี้ ได้แก่ ผักและผลไม้สด โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลไม้ในตระกูลส้ม
ส้ม วิตามินซี ผลไม้
ภายในร่างกายของเรา วิตามินซี ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเกิดปฏิกิริยาของเอนไซม์ และการสังเคราะห์สารชนิดต่าง ๆ เช่น คอลลาเจน (collagen) คาร์นิทีน (carnitine) และสารสื่อประสาทอย่างนอร์อิพิเนฟริน (norepinephrine)

โรคและอาการที่เกิดจากการขาดวิตามินซี

เลือดออกตามไรฟัน scurvy ขาดวิตามินซี
ลักปิดลักเปิด หรือ โรคเลือดออกตามไรฟัน (scurvy) เป็นโรคที่เกิดจากการขาดวิตามินซีอย่างรุนแรง เป็นที่รู้จักกันมานานหลายศตวรรษ
การขาดวิตามินซี จะทำให้กระบวนการสังเคราะห์คอลลาเจน (collagen) ผิดปกติ ผลดังกล่างทำให้เกิดภาวะเลือดออกตามไรฟัน มีเลือดออกใต้ผิวหนัง แผลหายยาก ผิวหนังช้ำได้ง่าย ผมหลุดร่วงง่าย ฟันโยกและหลุด รวมถึงอาการปวดและบวมของข้อ
นอกจากนี้การขาดวิตามินซี ยังส่งผลทำให้กระบวนการสังเคราะห์คาร์นิทีน (carnitine) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสร้างพลังงานจากไขมัน และนอร์อิพิเนฟริน (norephinephrine) ที่เกี่ยวข้องกับความตื่นตัวของร่างกาย จึงส่งผลทำให้คนที่ขาดวิตามินซี อาจเกิดความเหนื่อยล้า (fatigue) ขึ้นได้
ลักปิดลักเปิดเป็นโรคที่พบยากในประเทศที่พัฒนาแล้ว เนื่องจากการรับประทานวิตามินซีเพียงวันละ 10 มิลลิกรัม ก็สามารถป้องกันโรคดังกล่าวได้ แต่ในประเทศที่กำลังพัฒนา หรือภาวะขาดแคลนอาหาร ประชากรในวัยเด็กและผู้สูงอายุ อาจมีความเสี่ยงของโรคลักปิดลักเปิดเพิ่มมากขึ้น

วิตามินซี ช่วยอะไร

  • มีการใช้วิตามินซีสำหรับการรักษาและป้องกันไข้หวัด บางคนอาจใช้เพื่อรักษาโรคติดเชื้อต่าง ๆ เช่น หลอดลมอักเสบ เชื้อไวรัสเอดส์ (HIV) วัณโรค โรคบิด ฝีที่ผิวหนัง และโรคติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ นอกจากนี้ยังมีการใช้เพื่อรักษาสิว และโรคแผลในกระเพาะอาหาร ทีเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Helicobacter pylori
  • มีการศึกษาและวิจัย สนับสนุนว่าการรับประทานวิตามินซี สามารถช่วยลดระยะเวลาของโรคไข้หวัดได้ แต่ผลการรักษาอาการต่าง ๆ ของไข้หวัดยังมีหลักฐานสนับสนุนที่จำกัด
  • มีการใช้วิตามินตัวนี้ สำหรับรักษาโรคซึมเศร้า โรคสมองเสื่อม โรคอัลไซเมอร์ โรคสมาธิสั้น (ADHD) รวมถึงช่วยบรรเทาความเครียดและความเหนื่อยล้าย ทั้งทางร่างกายและจิตใจ
  • มีผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า การได้รับวิตามินซีในปริมาณที่เพิ่มขึ้น ทั้งจากอาหารปกติ และอาหารเสริม สามารถลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด และโรคเส้นเลือดในสมองตีบตัน
  • นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า ระดับของวิตามินซีในเลือดที่เพิ่มสูงขึ้น จะช่วยลดความเสี่ยงของการเสียชีวิต จากโรคมะเร็ง และโรคหัวใจและหลอดเลือด
  • การฉีด vitamin c เข้าหลอดเลือดดำ เพื่อใช้ร่วมกับการรักษาโรคมะเร็ง กำลังถูกทดสอบในการทดลองทางคลินิก ซึ่งการทดลองนี้อยู่ในช่วงระยะที่สอง
  • ช่วยทำให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กจากอาหารเพิ่มขึ้น ป้องกันโรคโรหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก และสามารถแก้ไขความไม่สมดุลของโปรตีนในเด็กทารกแรกเกิด (tyrosinemia) ได้
  • ยังถูกใช้เพื่อเพิ่มความอดทนของร่างกาย รวมถึงใช้เพื่อลดผลข้างเคียงของยาคอร์ติโซน (cortisone) และยาในกลุ่มสเตียรอยด์ และยังถูกใช้ในกรณีการบำบัดคนที่ติดยาเสพติดอีกด้วย
  • วิตามินซีสามารถปกป้องผิวหนังจากแสงแดด มลพิษ และอันตรายจากสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ช่วยชะลอริ้วร้อยบนผิวหนัง รวมถึงยังมีการนำไปใช้เพื่อลดความเสียหายของผิวหนังจากการฉายแสง

วิตามินซียี่ห้อไหนดี สังเคราะห์ VS ธรรมชาติ

วิตามินซีที่มีขายตามท้องตลาด มีทั้งชนิดที่สกัดมาจากธรรมชาติ (natural vitamin C) และจากการสังเคราะห์ทางเคมี (synthetic vitamin C) โดยทั้งสองรูปแบบมีข้อแตกต่างกันดังนี้

  • วิตามินซีจากธรรมชาติ ได้มาจากการสกัดผักและผลไม้ต่าง ๆ มีความเป็นกรดที่ต่ำกว่าแบบที่ได้จากการสังเคราะห์ ซึ่งจะช่วยลดอาการระคายเคืองในทางเดินอาหารได้ นอกจากนี้ยังมีสารไอโอฟลาโวนอยด์ (bioflavonoids) ซึ่งจะช่วยในการดูดซึมวิตามินซี และช่วยเพิ่มความแข็งของหลอดเลือดฝอยในร่างกาย
  • วิตามินซีสังเคราะห์ ได้มาจากการสังเคราะห์ทางเคมี สูญสลายจากกระบวนการอ๊อกซิเดชั่น (oxidation) ได้ง่าย มีความเป็นกรดสูงกว่า อาจระคายเคืองกระเพาะอาหารได้ง่าย มีข้อดี คือ ราคาถูก และหาซื้อได้ง่าย
  • นอกจากนี้ยังมีการนำวิตามินซีสังเคราะห์ มาทำปฏิกิริยากับสารอื่น ๆ เพื่อลดความเป็นกรด ซึ่งจะมีเกิดความระคายเคืองทางเดินอาหารลดลง

แม้ว่ารูปแบบของวิตามิน ที่มาจากธรรมชาติ และที่มาจากการสังเคราะห์ อาจจะมีรายละเอียดปลีกย่อยที่แตกต่างกัน แต่จากการศึกษาวิจัยเปรียบเทียบ ไม่พบว่าทั้งสองรูปแบบมีความแตกต่างกัน ในแง่ของประสิทธิภาพและการออกฤทธิ์ในร่างกาย

วิธีกินวิตามินซี

รูปแบบของวิตามินซี ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ได้แก่ แบบเม็ด (tablets) แคปซูล (capsules) และแบบเม็ดเคี้ยว (chewable tablets) นอกจากนี้ยังมีจำหน่ายในรูปแบบผงฟู่และชนิดเหลว โดยผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ มักจะมีวิตามินซีในปริมาณ 25 ถึง 1,000 มิลลิกรัม
จากการศึกษาค้นพบว่า การดูดซึมวิตามินซีเข้าสู่ร่างกายจะลดลง เมื่อขนาดรับประทานต่อวันเพิ่มสูงขึ้น โดยจะมีอัตราการดูดซึมอยู่ที่ร้อยละ 70 ถึง 80 เมื่อรับประทานในขนาด 30 ถึง 180 มิลลิกรัมต่อวัน และจะลดลงเหลือร้อยละ 50 เมื่อรับประทาน 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน
วิตามินซี กินตอนไหน
โดยทั่วไปวิตามินซีสามารถรับประทานตอนท้องว่างได้ แต่ในกรณีที่เกิดผลข้างเคียงต่าง ๆ เช่น ความรู้สึกไม่สบายท้อง แสบร้อนหน้าอก คลื่นไส้อาเจียน อาจรับประทานพร้อมอาหารได้ และควรลดขนาดรับประทานต่อครั้ง โดยอาจแบ่งรับประทานครั้งละ 250 ถึง 500 มิลลิกรัม วันละ 2 ถึง 3 ครั้ง
การรับประทานในขนาดที่เหมาะสมตามความต้องการของร่างกาย นอกจากจะทำให้มีประสิทธิภาพดีแล้ว ยังป้องกันการเกิดผลข้างเคียงต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้
ปริมาณสารอาหารที่ควรได้รับต่อวัน (US Recommended Dietary Allowance หรือ USRDA) ของวิตามินซี มีดังต่อไปนี้

วัย ช่วงอายุ เพศชาย (มิลลิกรัม/วัน) เพศหญิง (มิลลิกรัม/วัน)
ทารก 0 ถึง 6 เดือน 40 (AI*) 40 (AI)
ทารก 7 ถึง 12 เดือน 50 (AI) 50 (AI)
เด็ก 1 ถึง 3 ปี 15 15
เด็ก 4 ถึง 8 ปี 25 25
เด็ก 9 ถึง 13 ปี 45 45
วัยรุ่น 14 ถึง 18 ปี 75 65
ผู้ใหญ่ 19 ปีขึ้นไป 90 75
ผู้ใหญ่ที่สูบบุหรี่ 19 ปีขึ้นไป 125 110
ตั้งครรภ์ น้อยกว่า18 ปี 80
ตั้งครรภ์ 19 ปีขึ้นไป 85
ให้นมบุตร น้อยกว่า 18 ปี 115
ให้นมบุตร 19 ปีขึ้นไป 120

การรับประทานวิตามินซีในขนาดที่เกินกว่า ปริมาณสูงสุดของสารอาหารที่สามารถรับได้ในแต่ละวัน (Tolerable Upper Intake Level หรือ UL) อาจทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกายได้ โดยเฉพาะอาการท้องเสีย คลื่นไส้ อาจเจียน แสบร้อนกลางอก ปวดเกร็งหน้าท้อง แต่อาการเหล่านี้สามารถหายเองได้ เมื่อหยุดการรับประทาน

ช่วงอายุ ปริมาณของวิตามินซีสูงสุดต่อวัน (มิลลิกรัม/วัน)
ทารก 0 ถึง 12 เดือน ไม่มีข้อมูลจากการศึกษา
เด็ก 1 ถึง 3 ปี 400
เด็ก 4 ถึง 8 ปี 650
เด็ก 9 ถึง 13 ปี 1,200
วัยรุ่น 14 ถึง 18 ปี 1,800
ผู้ใหญ่ 19 ปีขึ้นไป 2,000

นอกจากนี้วิตามินซีสามารถเพิ่มการขับออกซาเลต (oxalate) ออกมาทางปัสสาวะ แต่ยังไม่มีผลการศึกษาที่แน่ชัดว่า ผลดังกล่าวจะส่งผลเพิ่มความเสี่ยงของโรคนิ่วที่ไตหรือไม่ ดังนั้นคนที่มีความเสี่ยงของการเกิดโรคนิ่วในไต ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานวิตามินซีที่มากกว่า 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน และควรปรึกษาแพทย์ก่อนการซื้อวิตามินซีมารับประทาน
วิตามินซี (vitamin C)  เป็นวิตามินที่จำเป็นต่อกระบวนการต่าง ๆ ในร่างกาย การขาดหรือได้รับไม่เพียงพอ อาจทำให้เกิดโรคลักปิดลักเปิด ซึ่งนอกจากจะมีเลือดออกตามไรฟันแล้ว ยังส่งผลทำให้แผลหายช้า มีอาการเหนื่อยล้าและไม่มีแรง แม้ว่าจะมีการใช้วิตามินซีสำหรบการรักษาและป้องกันโรคหลายชนิด แต่ก็มีเพียงบางการศึกษาวิจัยเท่านั้น ที่ยืนยันถึงประสิทธิภาพของวิตามินซีต่อการป้องกันโรคบางประการ นอกจากนี้การรับประทานเกินกว่าปริมาณสูงสุดต่อวัน อาจทำให้เกิดอาการข้างเคียงต่าง ๆ เช่น ท้องเสีย ตามมาได้

Facebook Comments

0 comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *