ระบบย่อยอาหาร ระบบทางเดินอาหาร และโรคในทางเดินอาหารที่พบบ่อย

ระบบย่อยอาหาร (digestive system) เป็นระบบที่เกี่ยวข้องกับการย่อยอาหาร (digestive) และการดูดซึม (absorption) สารอาหารต่าง ๆ ได้แก่ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน วิตามิน เกลือแร่ รวมถึงการขับถ่ายกากและของเสีย (defecation & excretion)
ในบทความนี้ จะกล่าวถึงการย่อยอาหารของคน ตั้งแต่อวัยวะในระบบทางเดินอาหาร หน้าที่ของแต่ละอวัยวะว่าเกี่ยวข้องกับการย่อยอาหารอย่างไร รวมถึงยังกล่าวถึงเอนไซม์ที่ใช้ในการย่อยอาหารอีกด้วย

ส่วนประกอบของระบบย่อยอาหาร (components of digestive system)

ระบบย่อยอาหาร By BruceBlaus (Own work) [CC BY-SA 4.0 (https://creativecommons.org/licenses/by-sa/4.0)], via Wikimedia Commons

ระบบย่อยอาหาร ประกอบไปด้วยระบบทางเดินอาหาร (gastrointestinal tract หรือ alimentary tract) และอวัยวะที่ช่วยในการย่อยอาหาร (accessory organs)
ระบบทางเดินอาหาร มีลักษณะเป็นท่อกลวง เป็นทางเดินของอาหารตั้งแต่ปากจนถึงทวารหนัก ประกอบไปด้วย

  • ช่องปาก (mouth หรือ oral cavity)
  • คอหอย (pharynx)
  • หลอดอาหาร (esophagus)
  • กระเพาะอาหาร (stomach)
  • ลำไส้เล็ก (small intestine)
  • ลำไส้ใหญ่ (large intestine)
  • ทวารหนัก (anus)

ส่วน อวัยวะที่ช่วยในการย่อยอาหาร ได้แก่ ฟัน (teeth)  ลิ้น (tongue) ต่อมน้ำลาย (salivary glands) ตับ (liver) ตับอ่อน (pancreas) และถุงน้ำดี (gallbladder) ซึ่งเป็นอวัยวะที่ช่วยในการย่อยและดูดซึมสารอาหาร ทำหน้าที่ผลิตเอนไซม์ (enzymes) หรือน้ำย่อยต่าง ๆ เพื่อนำมาย่อยอาหารที่มีขนาดใหญ่ทั้งเชิงกายภาพและเชิงเคมีให้มีขนาดที่เล็กลง และถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด

หน้าที่ของระบบย่อยอาหาร (functions of digestive system)

หน้าที่ของระบบย่อยอาหาร เกี่ยวข้องกับกระบวนการเปลี่ยนแปลงอาหารและสารอาหารที่มีขนาดใหญ่ให้มีขนาดที่เล็กลง และสามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ โดยหน้าที่ของระบบย่อยอาหารทั้งหมด สามารถแจกแจงรายละเอียดได้ดังนี้
การกิน (ingestion)
เป็นขั้นตอนแรกของระบบย่อยอาหาร
การย่อยเชิงกล (mechanical digestion)
อวัยวะในระบบย่อยอาหารที่ทำหน้าที่นี้ คือ ปาก ฟัน กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็ก การย่อยเชิงกลจะทำให้อาหารที่มีขนาดใหญ่มีขนาดที่เล็กลงเป็นชิ้นเล็ก ๆ ได้แก่ การเคี้ยว การบดของกระเพาะอาหาร และการแบ่งอาหารเป็นส่วน ๆ เพื่อรอการย่อยของลำไส้เล็ก
การขับเคลื่อนอาหาร (propulsion)
เป็นการดันอาหารให้เคลื่อนที่ไปในท่อของระบบทางเดินอาหาร เริ่มต้นตั้งแต่การกลืน (swallowing) ที่ปากและคอหอย และการเคลื่อนที่แบบเป็นจังหวะ (peristalsis) ของหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก และลำไส้ใหญ่
Peristalsis (เพอริสตัลซิส) เป็นการบีบตัวของกล้ามเนื้อของอวัยวะในระบบทางเดินอาหาร ในลักษณะเป็นคลื่น ๆ อย่างสอดคล้องกันของหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ทำให้อาหารสามารถถูกดันไปอย่างต่อเนื่องในทางเดินอาหาร ตั้งแต่ปากจนถึงทวารหนัก
การย่อยเชิงเคมี (chemical digestion)
การย่อยเชิงเคมี เป็นหน้าที่ที่สำคัญของระบบย่อยอาหาร เนื่องจากเป็นการทำให้สารอาหารที่อยู่ในรูปโมเลกุลขนาดใหญ่อยู่ในรูปแบบที่มีโมเลกุลขนาดเล็กที่เหมาะสมสำหรับการดูดซึม (absorption) เช่น การเปลี่ยนน้ำตาลซูโครสให้เป็นกลูโคส หรือการเปลี่ยนโปรตีนให้เป็นกรดอะมิโน
การย่อยเชิงเคมีจะอาศัยน้ำย่อยหรือเอนไซม์ (enzymes) ต่าง ๆ ที่ผลิตจากกระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ตับอ่อน รวมถึงต่อมน้ำลาย
การดูดซึม (absorption)
อวัยวะที่ทำหน้าที่ดูดซึมสารอาหารมากที่สุดในระบบย่อยอาหาร คือ ลำไส้เล็ก โดยจะมีการดูดซึมผ่านผนังลำไส้เล็กเข้าสู่กระแลเลือดหรือท่อน้ำเหลือง แล้วนำสารอาหารต่าง ๆ ไปสู่อวัยวะเป้าหมาย
การขับถ่ายกากและของเสีย (defecation & excretion)
การขับถ่ายในระบบย่อยอาหาร อาจแบ่งได้เป็นการขับถ่ายกากหรืออาหารที่ไม่สามารถย่อยและดูดซึมได้ (defecation) ซึ่งจะออกมาในรูปอุจจาระ
ส่วนการขับถ่ายอีกประเภท คือ การขับถ่ายของเสีย (excretion) เป็นการขับสารเคมีต่าง ๆ ที่ร่างกายไม่ต้องการ ออกมากับอุจจาระ

ชั้นเนื้อเยื่อของอวัยวะในระบบทางเดินอาหาร (layers of gastrointestinal tract)

แสดงโครงสร้างของระบบทางเดินอาหาร By Goran tek-en (Own work This file was derived from:) [CC BY-SA 3.0 (https://creativecommons.org/licenses/by-sa/3.0)], via Wikimedia Commons

โครงสร้างเนื้อเยื่อของอวัยวะในระบบทางเดินอาหาร (gastrointestinal tract) ตั้งแต่หลอดอาหารไปจนถึงทวารหนัก สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ชั้น ดังนี้

โครงสร้างเนื้อเยื่อของระบบทางเดินอาหาร By Hazmat2 (Own work based on Ens.png by User:Cayte) [CC BY-SA 3.0 (https://creativecommons.org/licenses/by-sa/3.0)], via Wikimedia Commons

Mucosa (มิวโคซา)
เป็นชั้นที่อยู่ด้านในสุด สามารถแบ่งได้เป็น 3 ชั้นย่อย คือ

  • Epithelium (ชั้นเยื่อบุผิว) ทำหน้าที่เกี่ยวกับการดูดซึม (absorption) และการหลั่งสารต่าง ๆ (secretion) โดยในแต่ละอวัยวะก็จะมีชนิดเซลล์เยื่อบุผิวที่แตกต่างกัน เช่น ที่หลอดอาหาร เซลล์เยื่อบุผิวจะเป็นชนิด stratified non-keratininzing squamous cells ซึ่งทำให้ผนังของหลอดอาหารมีความแข็งแรง ไม่เสียหายง่ายเมื่อเจอกับอาหารที่มีความแข็ง
  • Lamina propria (ชั้นลามินา โพรเพรีย) เป็นชั้นเนื่อเยื่อเกี่ยวพัน  
  •  Muscularis mucosae ซึ่งเป็นชั้นกล้ามเนื้อเรียบบาง ๆ ที่ยังไม่ทราบหน้าที่ที่ชัดเจน

นอกจากนี้ในชั้น mucosa ยังมีเซลล์ที่เรียกว่า goblet cells ทำหน้าที่คอยหลั่งสารเมือกหรือมิวคัส (mucus) ตลอดทางเดินอาหาร เพื่อช่วยเคลือบให้อาหารเคลื่อนที่ไปได้ง่ายขึ้น
Submucosa (ซับมิวโคซา)
ชั้น submucosa เป็นชั้นที่อยู่ถัดเข้ามาจากชั้น mucosa ประกอบไปด้วยเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน หลอดเลือด ท่อน้ำเหลือง เส้นประสาท และเซลล์หลั่งเมือก
สารอาหารที่ถูกดูดซึมผ่านชั้น mucosa จะเข้าสู่ร่างกายโดยผ่านหลอดเลือดที่ชั้น submucosa 
ที่ชั้น submucosa นี้ จะมีปมประสาทพาราซิมพาเธติก (parasympathetic ganglia) กระจายตัวอยู่ เรียกว่า submucosal plexus หรือ Meissner’s plexus ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของระบบย่อยอาหาร
Muscularis หรือ muscularis externa (ชั้นกล้ามเนื้อ)
ชั้นกล้ามเนื้อในระบบทางเดินอาหารเป็นกล้ามเนื้อเรียบ (smooth muscle) ตลอดทางเดินอาหาร ชั้นกล้ามเนื้อนี้ประกอบไปด้วย 2 ชั้นย่อย คือ

  • กล้ามเนื้อชั้นใน ที่เรียงตัวเป็นวงกลม (inner circular muscular layer)
  • กล้ามเนื้อชั้นนอก ที่เรียงตัวตามแนวยาว (outer longitudinal muscular layer)

ส่วนที่กระเพาะอาหาร จะมีกล้ามเนื้อทั้งสิ้น 3 ชั้น โดยจะมีกล้ามเนื้อชั้นในที่เรียงตัวในแนวเฉียง (inner oblique layer) ซึ่งทำให้กระเพาะอาหารสามารถบีบตัวได้แรงยิ่งขึ้น
หูรูด (sphincter) ต่าง ๆ ในระบบทางเดินอาหาร เกิดจากการหนาตัวของกล้ามเนื้อชั้นใน (inner circular) ทำหน้าที่กั้นไม่ให้อาหารย้อนกลับ หรือทำให้อาหารค้างอยู่ได้นานยิ่งขึ้น
ระหว่างกล้ามเนื้อชั้นใน (circular) และกล้ามเนื้อชั้นนอก (longitudinal) จะมีเส้นใยประสาทที่เรียกว่า myenteric หรือ Auerbach’s plexus ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมกระบวนการ peristalsis นอกจากนี้เส้นใยประสาท myenteric plexus ยังถูกควบคุมโดยระบบประสาทอัติโนมัติ (autonomic nervous system)
Serosa หรือ serous membrane (ชั้นเยื่อซีโรซา)
เป็นเนื้อเยื่อที่ปกคลุมห่อหุ้มอวัยวะในช่องท้อง ประกอบด้วยชั้นเนื่อเยื่อเกี่ยวพันบาง ๆ และชั้นเยื่อบุผิว ซึ่งเป็นเซลล์ชนิด squamous  ทำหน้าที่หลั่ง serous fluid ซึ่งทำหน้าที่หล่อลื่น และทำให้ทางเดินอาหารสามารถเคลื่อนที่ได้อย่างสะดวก

อวัยวะในระบบย่อยอาหารและระบบทางเดินอาหาร

อวัยวะต่าง ๆ ที่จัดอยู่ในระบบย่อยอาหารและทางเดินอาหาร ได้แก่

ช่องปาก (buccal หรือ oral cavity)

เป็นด่านแรกของระบบย่อยอาหาร ภายในช่องปากปกคลุมด้วยเซลล์เยื่อบุผิวชนิด squamous มีลิ้น (tongue) ทำหน้าที่คลุกเคล้าอาหารให้เข้ากัน โดยกล้ามเนื้อของลิ้นเป็นชนิดกล้ามเนื้อลาย (skeletal muscle) ทำให้สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวภายใต้อำนาจจิตใจได้

ลิ้นและการรับรส (tongue)

ลิ้นเป็นอวัยวะที่ใช้สำหรับการรับรสอาหาร บนลิ้นจะมีปุ่มยื่นเล็ก ๆ เรียกว่า lingual papillae ซึ่งจะมีตัวรับรส (taste bud) ทำหน้าที่เป็น chemoreceptors แล้วส่งสัญญาณไปตามเส้นประสาทสมอง (cranial nerve) คู่ที่ 7, 9 และ 10 ไปที่สมอง เพื่อการรับรู้รสชาติ

แสดงตุ่มรับรส (papillae) ชนิดต่าง ๆ และ taste bud (filiform papillae จะไม่มี taste bud) By OpenStax [CC BY 4.0 (http://creativecommons.org/licenses/by/4.0)], via Wikimedia Commons

ลิ้นของมนุษย์จะมี taste bud อยู่ประมาณ 2,000 ถึง 8,000 หน่วน โดยลิ้นทุก ๆ ส่วนสามารถรับรสชาติได้ไม่แตกต่างกัน
ลิ้นประกอบไปด้วยกล้ามเนื้อ 8 มัด แบ่งเป็นกล้ามเนื้อ extrinsic muscles จำนวน 4 มัด ทำหน้าที่เปลี่ยนตำตำแหน่งของลิ้นและยืดลิ้นไว้กับกระดูก ส่วน intrinsic muscles จำนวน 4 มัด จะทำให้ลิ้นสามารถเปลี่ยนรูปร่างได้  นอกจากนี้ลิ้นยังทำหน้าที่คลุกเคล้าอาหารให้เข้ากัน และช่วยในการกลืน

ต่อมน้ำลายและน้ำลาย (saliva gland & saliva)

ภาพแสดงต่อมน้ำลาย By BruceBlaus. When using this image in external sources it can be cited as: Blausen.com staff (2014). “Medical gallery of Blausen Medical 2014”. WikiJournal of Medicine 1 (2). DOI:10.15347/wjm/2014.010. ISSN 2002-4436. (Own work) [CC BY 3.0 (http://creativecommons.org/licenses/by/3.0)], via Wikimedia Commons

มีต่อมน้ำลายขนาดใหญ่จำนวน 3 คู่ ซึ่งจะหลั่งน้ำลายได้ถึงวันละ 1 ถึง 1.5 ลิตร ได้แก่

  • ต่อมน้ำลายที่บริเวณกกหู (parotid gland) ผลิตน้ำลายร้อยละ 20 โดยเป็นน้ำลายชนิดใส (serous)
  • ต่อมน้ำลายที่บริเวณขากรรไกรล่าง (submaxillary gland หรือ submandibular gland) ผลิตน้ำลายได้มากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 65 ถึง 70  โดยจะผลิตน้ำลายได้ทั้งสองชนิด (mixed gland) คือ ชนิดใสและชนิดเหนียว (mucus) แต่จะผลิตชนิดใสมากกว่า
  • ต่อมน้ำลายใต้ลิ้น (sublingual gland) เป็นต่อมน้ำลายที่มีขนาดเล็กที่สุด ผลิตน้ำลายได้ร้อยละ 5 เป็นชนิดเหนียวมากกว่าชนิดใส

นอกจากต่อมน้ำลายข้างต้นแล้ว ยังมีต่อมน้ำลายขนาดเล็กกระจายทั่วในช่องปากประมาณ 800 ถึง 1,000 ต่อม โดยต่อมน้ำลายเหล่านี้จะอยู่ในเนื้อเยื่อชั้น submucosa ซึ่งแต่ละต่อมจะมีขนาดเพียง 1 ถึง 2 มิลลิเมตรเท่านั้น และมักจะผลิตน้ำลายชนิดเหนียว
น้ำลายชนิดใส (serous) จะมีเอนไซม์แอลฟ่าอะไมเลส (alpha-amylase หรือ ptyalin ) ทำหน้าที่ย่อยคาร์โบไฮเดรตให้มีขนาดโมเลกุลเล็กลง กลายเป็นมอลโทส (maltose) และกลูโคส (glucose)
น้ำลายชนิดเหนียว (mucus) จะมีสารมิวซิน (mucin) ซึ่งเป็นสารประกอบประเภทโปรตีน ทำหน้าที่เคลือบและหล่อลื่นผนังในช่องปาก
น้ำลายมีองค์ประกอบเป็นน้ำกว่าร้อยละ 97 ถึง 99.5 มีค่าความเป็นกรดด่าง (pH) อยุ่ที่ 6.75 ถึง 7.0 ประกอบด้วยเกลือแร่หลายชนิด เช่น โซเดียม (sodium) โพแทสเซียม (potassium) คลอไรด์ (chloride) ฟอสเฟต (phosphate) และไบคาร์บอเนต (bicarbonate)
หน้าที่ของน้ำลาย ได้แก่ การให้ความชุ่มชื้นแก่อาหาร คลุกเคล้าอาหาร ช่วยในการรับรส รวมถึงยังทำหน้าที่ป้องกันแบคทีเรีย
โรคคางทูม (mumps) เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสคางทูม (mumps virus) ที่ต่อมน้ำลาย ซึ่งมักเป็นต่อมน้ำลายที่บริเวณกกหู เป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน (vaccines) แต่ก็ยังสามารถพบการระบาดได้อยู่บ่อยครั้ง

ฟัน (tooth)

ส่วนฟันทำหน้าที่ตัด บด และเคี้ยวอาหาร ทำให้อาหารมีพื้นที่ผิว (surface area) เพิ่มขึ้น ทำให้อาหารถูกย่อยด้วยน้ำย่อยและเอนไซม์ต่าง ๆ ในระบบย่อยอาหารได้มากขึ้น หน้าที่ของฟันแต่ละชนิด มีดังนี้

  • ฟันตัด (incisor) ทำหน้าที่ตัดอาหารให้ขาดออกจากกัน
  • ฟันเขี้ยว (canine) ทำหน้าที่ฉีกอาหาร
  • ฟันกราม (molar) ทำหน้าที่เคี้ยวและบดอาหารให้ละเอียด
  • ฟันกรามน้อย (premolar) ทำหน้าที่ตัดและฉีกอาหาร

โครงสร้างของฟัน (tooth structure) 

โครงสร้างของฟัน By KDS4444 (Own work) [CC BY-SA 4.0 (https://creativecommons.org/licenses/by-sa/4.0)], via Wikimedia Commons

ฟันสามารถแบ่งเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่

  • ตัวฟัน (crown) เป็นส่วนที่โผล่พ้นเหงือก ประกอบด้วยเคลือบฟัน (enamel) และเนื้อฟัน (dentin)
  • คอฟัน (neck) เป็นส่วนที่อยู่ระหว่างรากฟันและตัวฟัน
  • รากฟัน (root) เป็นส่วนของฟันที่ฝังอยู่ในกระดูกขากรรไกร ถูกยืดไว้ด้วย periodontal ligaments

โครงสร้างและองค์ประกอบของฟันแบ่งได้ ดังนี้

  • เคลือบฟัน (enamel) เป็นผิวนอกของฟัน เป็นส่วนที่แข็งที่สุด องค์ประกอบร้อยละ 96 ของเคลือบฟันเป็นแร่ธาตุ โดยสารประกอบที่พบได้มากที่สุด คือ ไฮดรอกซีอาพาไทท์ (hydroxyapatite) ซึ่งเป็นผลึกของสารประกอบแคลเซียมฟอสเฟต (calcium phosphate)
  • เนื้อฟัน (dentin) มีความแข็งแรงน้อยกว่าเคลือบฟัน ถูกทำลายได้ง่ายกว่า มีสีเหลือง มีลักษณะเป็นรูพรุน ร้อยละ 70 เป็นสารอนินทรีย์ ส่วนใหญ่เป็น hydroxyapatite ร้อยละ 20 เป็นสารอินทรีย์ เช่น เนื้อเยื่อคอลลาเจน และอีกร้อยละ 10 เป็นน้ำ
  • โพรงฟัน (pulp cavity) อยู่ตรงกลางของฟัน ภายในประกอบด้วยเนื้อเยื่อเกี่ยวกัน หลอดเลือด หลอดน้ำเหลือง เส้นประสาท มีเซลล์ odontoblasts ซึ่งทำหน้าที่สร้างเนื้อฟัน
  • ซีเมนตัม (cementum) เป็นส่วนที่ห่อหุ้มรากฟัน

คอหอย (pharynx)

คอหอยเป็นส่วนหนึ่งของระบบทางเดินอาหารและทางเดินหายใจ ทำหน้าที่ส่งผ่านอากาศจากจมูกไปที่หลอดลม และส่งผ่านอาหารจากช่องปากไปที่หลอดอาหาร

แสดงคอหอยส่วนต่าง ๆ By Arcadian [Public domain], via Wikimedia Commons

คอหอยสามารถแบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่

  • คอหอยส่วนจมูก (nasopharynx) อยู่ด้านหลังโพงจมูก ทำหน้าที่ส่งผ่านอากาศเพียงอย่างเดียว มีท่อยูเสตเชียน (Eustachian tube) ที่เชื่อมระหว่างหูส่วนกลางกับคอหอย ทำหน้าที่รักษาสมดุลของความดันในหูกับในช่องปากมาเปิดออก ในเด็กพบว่าท่อนี้จะสั้น ทำให้ติดเชื้อที่หูส่วนกลาง (otitis media) ได้ง่าย
  • คอหอยส่วนปาก (oropharynx) เป็นทางผ่านของทั้งอาหารและอากาศ มีต่อม palatine tonsil ซึ่งทำหน้าที่ดักจับเชื้อโรค ถ้าเกิดการติดเชื้อและอักเสบ จะกลายเป็นทอลซิลอักเสบ (tonsillitis)
  • คอหอยส่วนกล่องเสียง (laryngopharynx) อยู่ด้านหลังกล่องเสียง ทำหน้าที่เป็นทางผ่านของอาหารไปสู่หลอดอาหารและอากาศไปสู่หลอดลม

หลอดอาหาร (esophagus)

แสดงหลอดอาหาร By Olek Remesz (wiki-pl: Orem, commons: Orem) (Own work) [CC BY-SA 2.5-2.0-1.0 (https://creativecommons.org/licenses/by-sa/2.5-2.0-1.0)], via Wikimedia Commons

หลอดอาหารมีลักษณะเป็นท่อกลวง อยู่ด้านหลังช่องทรวงอก ทำหน้าที่ส่งอาหารจากบริเวณคอหอยไปที่กระเพาะอาหาร หลอดอาหารในผู้ใหญ่มีความยาวประมาณ 25 เซนติเมตร มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1.5 ถึง 2 เซนติเมตร
หลอดอาหารแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ หลอดอาหารส่วนต้นหรือหลอดอาหารส่วนคอ มีความยาวประมาณ 5 เซนติเมตร  ประกอบไปด้วยกล้ามเนื้อลาย ทำให้สามารถควบคุมการกลืนได้
ส่วนหลอดอาหารส่วนกลางและหลอดอาหารส่วนล่าง ประกอบไปด้วยกล้ามเนื้อเรียบ มีการเคลื่อนที่แบบ peristalsis เพื่อดันอาหารลงไปที่กระเพาะอาหาร
ที่หลอดอาหารมีหูรูดอยู่ 2 ตำแหน่ง คือ upper esophageal sphincter (UES) จะป้องกันไม่ให้อาหารไหลย้อนกลับไช่องปาก ส่วน cardiac sphincter หรือ lower esophageal sphincter จะป้องกันไม่ให้อาหารจากกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับมาที่หลอดอาหาร ถ้าหูรูดที่ตำแหน่งนี้ทำงานผิดปกติ อาจส่งผลทำให้เกิดกรดไหลย้อนได้

กระเพาะอาหาร (stomach)

กระเพาะอาหารตั้งอยู่ใต้กระบังลม มีรูปร่างคล้ายกับตัวเจ (J) เป็นที่กักเก็บอาหารชั่วคราว กระเพาะอาหารสามารถบีบรัดตัว คลุกเคล้าอาหาร ทำให้อาหารผสมกับกรดเกลือ (hydrochloric acid หรือ HCL) และน้ำย่อยต่าง ๆ ได้ ซึ่งสุดท้ายจะได้ ไคม์ (chyme) ซึ่งมีลักษณะข้นหนืด

ส่วนต่าง ๆ ของกระเพาะอาหาร Henry Vandyke Carter [Public domain], via Wikimedia Commons

กระเพาะอาหารแบ่งออกได้เป็น 4 ส่วน ดังนี้

  • Cardia เป็นส่วนบนสุด ติดกับหลอดอาหาร บริเวณ z-line เป็นบริเวณที่มีการเปลี่ยนแปลงของเยื่อบุผิวจาก stratified squamous เป็นชนิดเซลล์ columnar
  • Fundus ต่อจากส่วน cardia มีลักษณะโป่งขึ้นไปด้านบน
  • Body เป็นส่วนหลักของกระเพาะอาหาร
  • Pyrorus เป็นส่วนล่างสุด ต่อกับลำไส้เล็กส่วนดูโอดีนัม (duodenum) มี pyroric sphincter กั้น ทำให้อาหารถูกกักเก็บไว้ในกระเพาะอาหารได้

ลักษณะเด่นของชั้นเยื่อบุผิวด้านในของกระเพาะอาหาร ได้แก่
รอยย่น (rugae) จะมองเห็นได้เมื่อกระเพาะอาหารหดรัดตัว ซึ่งสันนี้จะทำให้กระเพาะอาหารสามารถขยายตัวเมื่อมีการรับประทานอาหาร
Gastric pits เป็นร่องบุ๋มและมีทางเปิดออกของต่อมในกระเพาะอาหาร (gastric glands) ซึ่งมีจำนวนหลายล้านต่อม ซึ่งเหล่านี้จะหลั่ง gastric juice หรือน้ำย่อยจากกระเพาะอาหาร
Gastric juice เป็นน้ำย่อยจากกระเพาะอาหาร ประกอบไปด้วยกรดเกลือ (hydrochloric acid) เอนไซม์เพปซินโนเจน (pepsinogen) และเมือก (mucus)
ต่อมในกระเพาะอาหาร (gastric glands)
ต่อมในกระเพาะอาหาร ทำหน้าที่หลั่งฮอร์โมนและเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการย่อยอาหาร ซึ่งสามารถแสดงได้โดยแผนภาพด้านล่าง ดังนี้

กระบวนการหลั่งสารต่าง ๆ ในกระเพาะอาหาร By Adam L. VanWert, Pharm.D., Ph.D. (Own work) [CC BY 3.0 (http://creativecommons.org/licenses/by/3.0)], via Wikimedia Commons

ชื่อต่อมหรือเซลล์ สารที่หลั่งออกมา หน้าที่ของสารที่หลั่งออกมา
Chief cells Pepsinogen จะถูกเปลี่ยนแปลงโดยกรดไฮโดรคลอริค (hydrochloric acid; HCL) ได้เป็น pepsin ทำหน้าที่ย่อยโปรตีน ได้กรดอะมิโน
Parietal cells Hydrochloric acid (HCL) กรดเกลือทำหน้าที่ย่อยอาหาร ทำลายแบคทีเรีย เปลี่ยน pepsinogen เป็น pepsin
  Intrinsic factor เป็นปัจจัยที่สำคัญในการดูดซึมวิตามินบี 12 (vitamin B12)
Enterochromaffin-like cells (ECL cells) Histamine กระตุ้นการหลั่งกรดของเซลล์ parietal
G cells Gastrin เป็นฮอร์โมนที่สามารถกระตุ้นการหลั่งกรดที่ parietal cell และการหลั่ง histamine ที่ ECL cell ได้
D cells Somatostatin ยับยั้งการหลั่ง gastric ของ G cells เมื่อความ pH ในกระเพาะลดลง
Foveolar cells Mucus เป็นสารเมือก ทำหน้าที่ปกป้องผิวกระเพาะอาหาร

กล้ามเนื้อของกระเพาะอาหารมีการเรียงตัว 3 ชั้น คือ

  • ชั้นนอก จะเรียงตัวตามแนวยาว (longitudinal)
  • ชั้นกลาง จะเรียงตัวตามแนววงกลม (circular)
  • ชั้นใน จะเรียงตัวตามแนวเฉียง (oblique)

กระบวนการย่อยอาหารในกระเพาะอาหาร (digestive processes in the stomach)
กระบวนการย่อยอาหารในกระเพาะอาหาร แบ่งออกได้เป็น 3 ระยะ (phase) ดังนี้
Cephalic Phase 

  • เริ่มต้นที่การกระตุ้น ทั้งการกระตุ้นจากความคิด การมองเห็นอาหาร การได้กลิ่นอาหาร
  • การกระตุ้นดังกล่าว จะทำให้มีการส่งสัญญาณประสาทผ่านระบบประสาทพาราซิมพาเธติก (parasympathetic) ผ่านเส้นประสาทวากัส (vagus nerve) ลงมากระตุ้น gastric glands

Gastric Phase 

  • เมื่ออาหารลงมาที่กระเพาะอาหาร จะทำให้ผนังกระเพาะอาหารยืดตัว กระตุ้น stretch receptors
  • สารอาหาร เปปไทด์ (peptides) กรดอะมิโน (amino acids) รวมถึง pH ที่เพิ่มขึ้น จะกระตุ้นการหลั่ง gastrin จาก G cells ซึ่งจะไปกระตุ้นการหลั่งกรดและน้ำย่อยต่อไป

Intestinal Phase

  • เมื่อไคม์ (chyme) ผ่านกระเพาะอาหารไปสู่ลำไส้เล็กส่วนดูโอดีนัม (duodenum) ความเป็นกรด รวมถึงอาหารที่ผ่านการย่อยแล้ว จะกระตุ้นให้มีการหลั่งกรดที่กระเพาะอาหารมากยิ่งขึ้น
  • แต่หลังจากนั้นการกระตุ้นที่ลำไส้เล็กส่วนดูโอดีนัม จะยับยั้งกระบวนการหลั่งกรดและการย่อยในกระเพาะอาหาร

ถึงแม้ว่ากระบริเวณกระเพาะอาหาร จะมีหน้าที่หลักคือการย่อยอาหาร แต่ก็สามารถดูดซึมสารบางชนิดได้ เช่น แอลกอฮอล์ และน้ำ

ลำไส้เล็ก (small intestine)

ลำไส้เล็กเป็นส่วนที่ต่อจากกระเพาะอาหาร เป็นอวัยวะในระบบย่อยอาหารที่ยาวที่สุด มีความยาวโดยเฉลี่ย 3 ถึง 5 เมตร ซึ่งคนที่มีรูปร่างสูงก็มักมีลำไส้เล็กที่ยาวขึ้นด้วย

ลำไส้เล็กส่วนต่าง ๆ Blausen.com staff (2014). “Medical gallery of Blausen Medical 2014”. WikiJournal of Medicine 1 (2). DOI:10.15347/wjm/2014.010. ISSN 2002-4436. (Own work) [CC BY 3.0 (http://creativecommons.org/licenses/by/3.0)], via Wikimedia Commons

ลำไส้เล็กสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ส่วน ดังนี้
ดูโอดีนัม (duodenum)

  • เป็นส่วนที่สั้นที่สุด ยาวประมาณ 20 ถึง 25 เซนติเมตร มีรูปร่างคล้ายตัวซี (C)
  • มีรูเปิดของ hepatopancreatic duct หรือ ampulla of Vatar เป็นท่อรวมของ pancreatic duct และ common bile duct ซึ่งเป็นทางออกของน้ำย่อยจากตับอ่อนและน้ำดีที่สร้างมาจากตับ
  • มีต่อมบรุนเนอร์ (Brunner’s glands) ซึ่งทำหน้าที่สร้างสารเมือกที่มีความเป็นด่าง เพื่อลดความเป็นกรดของไคม์ที่ส่งมาจากกรเพาะอาหาร

เจจูนัม (jejunum)

  • เป็นลำไส้เล็กส่วนกลาง มีความยาวประมาณ 2.5 เมตร
  • เป็นส่วนที่มีการย่อย (digestion) และการดูดซึม (absorption)

ไอเลียม (ileum)

  • เป็นลำไส้เล็กส่วนปลาย เป็นส่วนที่มีความยาวมากที่สุด ยาวประมาณ 3.5 เมตร
  • มีกลุ่มเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์ (lymphocytes) เรียกว่าเพเยอร์แพทช์ (Peyer’s Pathch) ทำหน้าที่เกี่ยวกับภูมิต้านทานในลำไส้
  • เกิดการดูดซึม (absorption) วิตามินบี 12 และน้ำดีเป็นส่วนใหญ่

ลักษณะเด่นของผนังลำไส้เล็ก คือ
Plicae circulares หรือ circular folds เป็นผนังที่ยกตัวเป็นรอยย่นด้านในของผนังลำไส้เล็ก เป็นการเพิ่มพื้นที่ผิวเพื่อทำให้ดูดซึมสารอาหารได้มากขึ้น
Villi (วิลไล) มีลักษณะคล้ายนิ้วมือยื่นออกมาจากชั้น mucosa โดยภายใน villi แต่ละอันจะประกอบด้วยท่อน้ำเหลืองที่ล้อมรอบด้วยหลอดเลือดฝอย โดยอาหารประเภทโปรตีนและคาร์โบไฮเดรต จะถูกดูดซึมผ่านหลอดเลือดฝผอย แต่ไขมันจะดูดซึมผ่านหลอดน้ำเหลือง นอกจาก villi แล้ว ชั้น mucosa ของลำไส้เล็กยังพบ crypt ซึ่งมีลักษณะเป็นหลุมหรือร่อง

แสดง Villi และ Crypt By Nephron (Own work) [CC BY-SA 3.0 (https://creativecommons.org/licenses/by-sa/3.0) or GFDL (http://www.gnu.org/copyleft/fdl.html)], via Wikimedia Commons

ฮอร์โมน (hormones)  และเอนไซม์ (enzymes) ในลำไส้เล็ก
กระบวนการย่อยอาหารในลำไส้เล็ก เกี่ยวข้องกับฮอร์โมนและเอนไซม์หลายชนิด ดังนี้

  • ฮอร์โมนโคลซิสโตไคนิน (cholecystokinin หรือ CKK) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่สร้างจาก enteroendocrine cells ซึ่งเป็นเซลล์ที่อยู่ในลำไส้เล็กส่วนดูโอดีนัม จะกระตุ้นการหลั่งน้ำย่อย (digestive enzymes) และน้ำดี (bile)
  • ฮอร์โมนซีเครติน (secretin) สร้างจากลำไส้เล็ก มีหน้าที่กระตุ้นการหลั่งไบคาร์บอเนต (bicarbonate) ซึ่งจะทำให้ pH ในลำไส้เล็กสูงขึ้น เหมาะแก่การทำงานของเอนไซม์ต่าง ๆ
  • ทริปซิน (trypsin) เป็นเอนไซม์ย่อยโปรตีน ถูกสร้างมาจากตับอ่อนในรูปทริปซินโนเจน (trypsinogen) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ยังทำงานไม่ได้ ต้องถูกเปลี่ยนแปลงโดยเอนไซม์เอนเทอโรเพพทิเดส (enteropeptidase)
  • ไคโมทริปซิน (chymotrypsin) เป็นเอนไซม์ย่อยโปรตีน ถูกสร้างมาจากตับอ่อนในรูปไคโมทริปซินโนเจน (chymotrypsinogen) ต้องถูกเปลี่ยนแปลงให้อยู่ในรูปที่ทำงานได้โดยเอนไซม์ทริปซิน
  • คาร์บอกซีเพปทิเดส (carboxypeptidase) เป็น proteolytic enzyme ถูกสร้างจากตับอ่อนในรูป procarboxypeptidase ถูกเปลี่ยนให้อยู่ในรูปที่ทำงานได้โดยเอนไซม์ทริปซิน
  • อะมิโนเพปทิเดส (aminopeptidase) และไดเพปทิเดส (dipeptidase) สร้างจากต่อมในลำไส้เล็กทำหน้าที่ย่อยเพปไทด์ให้กลายเป็นกรดอะมิโน
  • ลิเปส (lipase) สร้างมาจากตับอ่อน ทำหน้าที่สลายไตรกลีเซอร์ไรด์ (triglycerides) ได้เป็นกรดไขมัน (fatty acid) ซึ่งลิเปสจะทำงานร่วมกับน้ำดี ซึ่งทำหน้าที่ทำให้น้ำและไขมันรวมตัวกันได้ (emulsifier)
  • อะไมเลส (amylase) สร้างจากตับอ่อน ย่อยคาร์โบไฮเดรตได้เป็นโอลิโอแซคคาร์ไรด์ (oligosaccharide)
  • มอลเทส (maltase) ซูเครส (sucrase) และแลคเตส (lactase) สร้างจากลำไส้เล็ก ทำหน้าที่ย่อยน้ำตาลมอลโทส (maltose) น้ำตาลซูโครส (sucrose) และแลคโทส (lactose) ตามลำดับ

ลำไส้ใหญ่ (large intestine)

เป็นอวัยวะในระบบย่อยอาหารที่ต่อจากลำไส้เล็ก มีความยาวประมาณ 1.5 เมตร ทำหน้าที่กักเก็บกากอาหารที่ไม่สามารถย่อยและดูดซึมได้ รวมถึงยังสามารถดูดซึมน้ำและสารละลายบางชนิดกลับคืนสู่กระแสเลือดได้

ส่วนต่าง ๆ ของลำไส้ใหญ่ Blausen.com staff (2014). “Medical gallery of Blausen Medical 2014”. WikiJournal of Medicine 1 (2). DOI:10.15347/wjm/2014.010. ISSN 2002-4436. (Own work) [CC BY 3.0 (http://creativecommons.org/licenses/by/3.0)], via Wikimedia Commons

ลำไส้ใหญ่แบ่งออกเป็น 4 ส่วน ดังนี้
Cecum (ซีกัม) เป็นส่วนที่ต่อกับไอเลียม มีลักษณะเป็นถุงปลายตัน มีความยาว 5 ถึง 7 เซนติเมตร มีไส้ติ่ง (vermiform appendix) ซึ่งยาวประมาณ 5 ถึง 20 เซนติเมตร โดยภายในไส้ติ่งพบว่ามีเซลล์เม็ดเลือดขาวเป็นจำนวนมาก
Colon (โคลอน) เป็นลำไส้ใหญ่ต่อมาจากส่วนซีกัม รอบ ๆ โคลอนมีไขมัน (pericolic fat)  ซึ่งมีลักษณะเป็นติ่ง (appendices epiploicae) โดยลำไส้ใหญ่ส่วนโคลอน มี 4 ส่วนย่อย ได้แก่

  • Ascending colon มีความยาว 12 ถึง 20 เซนติเมตร
  • Transverse colon มีความยาว 20 ถึง 50 เซนติเมตร
  • Descending colon มีความยาว 15 ถึง 20 เซนติเมตร
  • Sigmoid colon มีลัษณะเป็นรูปตัวเอส (S) มีความยาวประมาณ 30 เซนติเมตร  มีกล้ามเนื้อหนาที่สุด เพราะต้องออกแรงในการขับอุจจาระ

Rectum (เรคตัม) เป็นส่วนสุดท้ายของลำไส้ใหญ่ ยาว 12 ถึง 15 เซนติเมตร เป็นที่กักเก็บอุจจาระที่รอการขับถ่ายออก
ลักษณะเด่นของลำไส้ใหญ่ 

  • ชั้นเยื่อบุผิวของลำไส้ใหญ่ไม่มี villi แต่มีเซลล์ชนิด columnar และ goblet cell ที่ทำหน้าที่หลั่งเมือก ทำให้กากอาหารที่มีความแข็งเคลื่อนที่ผ่านทางเดินอาหารได้ง่ายขึ้น
  • กล้ามเนื้อชั้นนอกของลำไส้ใหญ่ จะเรียงตัวเป็นแนวยาว 3 แถบ เรียกว่า tenia coli
  • ผนังของลำไส้ใหญ่จะขยายออกเป็นปล้อง เรียกว่า sacculation หรือ haustra

ทวารหนัก (anus)

แสดงโครงสร้างของทวารหนักและโรคริดสีดวง By WikipedianProlific ([1]) [GFDL (http://www.gnu.org/copyleft/fdl.html) or CC-BY-SA-3.0 (http://creativecommons.org/licenses/by-sa/3.0/)], via Wikimedia Commons

ปลายสุดของระบบย่อยอาหาร คือ ทวารหนัก มีหน้าที่ควบคุมการขับถ่ายอุจจาระ ประกอบด้วยกล้ามเนื้อหูรูดจำนวน 2 วง ได้แก่
กล้ามเนื้อหูรูดวงใน (internal anal sphincter) เป็นกล้ามเนื้อเรียบ เมื่ออุจจาระเคลื่อนที่มาถึงช่องทวารหนัก หูรูดนี้จะคลายตัว
กล้ามเนื้อหูรูดวงนอก (external anal sphincter) เป็นกล้ามเนื้อลาย ที่ควบคุมภายใต้อำนาจจิตใจได้ จึงทำให้สามารถกลั้นอุจจาระได้

ตับ (liver)

ตับเป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดในระบบย่อยอาหารและในร่างกาย มีน้ำหนักอยู่ที่ประมาณร้อยละ 2 ของน้ำหนักตัวผู้ใหญ่ หรือประมาณ 1,500 ถึง 2,000 กรัม ตั้งอยู่บริเวณใต้กล้ามเนื้อกระบังลมด้านขวา ประกอบด้วย 4 ส่วน (lobes) คือ

  • Left lobe
  • Right lobe มีขนาดใหญ่ที่สุด
  • Caudate lobe
  • Quadrate lobe

โครงสร้างพื้นฐานของตับ คือ hepatic lobules มีลักษณะเป็นรูป 6 เหลี่ยม ตรงกลางมีหลอดเลือด central vein ส่วนตรงมุมของ hepatic lobules ประกอบด้วย

  • hepatic artery
  • hepatic portal vein
  • bile duct

แสดง hepatic lobule By OpenStax College [CC BY 3.0 (http://creativecommons.org/licenses/by/3.0)], via Wikimedia Commons

สามารถเรียกกลุ่มของ hepatic artery, hepatic portal vein และ bile duct ว่า portal triad
การไหลเวียนเลือดในตับ

โครงสร้างและการไหลเวียนเลือดของตับ By Originally by Frevert U, Engelmann S, Zougbédé S, Stange J, Ng B, et al. Converted to SVG by Viacheslav Vtyurin who was hired to do so by User:Eug. [CC BY 2.5 (http://creativecommons.org/licenses/by/2.5)], via Wikimedia Commons

เนื้อเยื่อตับในแต่ละ hepatic lobule ได้รับเลือดแดง (เลือดที่มีออกซิเจนสูง) ผ่านทาง hepatic artery
เลือดดำจากทางเดินอาหาร จะไหลเข้าสู่ hepatic lobule ผ่านทาง hepatic portal vein
Liver sinusoid เป็นหลอดเลือดฝอยขนาดเล็ก เป็นหลอดเลือดที่รวมเลือดแดงที่มีออกซิเจนสูงจาก hepatic artery และหลอดเลือดดำ hepatic portal vein โดย liver sinusoid จะเป็นหลอดเลือดที่มีรูพรุนมาก ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนสารเข้าออกหลอดเลือดได้มากขึ้น
จากนั้นเลือดจาก liver sinusoid ก็จะไหลรวมกันสู่ hepatic vein และสุดท้ายไปที่หลอดเลือด inferior vena cava
น้ำดี (bile) 
น้ำดีเป็นของเหลวสีเหลืองถึงเขียว มีรสขม มีหน้าที่สำคัญ คือ ช่วยในการย่อยสารอาหารประเภทไขมัน โดยทำหน้าที่เป็นสารอิมัลซิไฟเออร์ (emulsifier) ทำให้น้ำผสมกับน้ำมันได้

แสดงระบบน้ำดี (biliary system) By Jmarchn (Own work) [CC BY-SA 3.0 (https://creativecommons.org/licenses/by-sa/3.0) or GFDL (http://www.gnu.org/copyleft/fdl.html)], via Wikimedia Commons หมายเลขต่าง ๆ แสดง 1. Bile ducts: 2. Intrahepatic bile ducts 3. Left and right hepatic ducts 4. Common hepatic duct 5. Cystic duct 6. Common bile duct 7. en:Sphincter of Oddi 8. Major duodenal papilla 9. Gallbladder 10-11. Right and left lobes of liver 12. Spleen 13. Esophagus 14. Stomach 15. Pancreas: 16. Accessory pancreatic duct 17. Pancreatic duct 18. Small intestine 19. Duodenum 20. Jejunum 21-22: Right and left kidneys

น้ำดีที่สร้างจาก hepatocyte จะไหลไปตาม bile canaliculi หรือ tiny canal แล้วจะไหลไปที่  bile duct ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ portal triad จากนั้นน้ำดีจะไหลไปยัง common hepatic duct (หมายเลข 4) โดยองค์ประกอบของน้ำดี ได้แก่

  • น้ำ 97%
  • เกลือน้ำดี (bile salt) 0.7%
  • บิลลิรูบิน (bilirubin) 0.2%
  •  ไขมันและแร่ธาตุอื่น ๆ

เซลล์ที่พบในตับ ได้แก่

  • Hepatocyte พบได้มากที่สุดในเนื้อเยื่อตับ พบได้ถึงร้อยละ 70 ถึง 85 มีหน้าที่สังเคราะห์โปรตีน เก็บสะสมโปรตีน สร้างคอเลสเตอรอล สร้างน้ำดี สร้างฟอสโฟลิปิด (phospholipid) เปลี่ยนแปลงสารต่าง ๆ ทั้งสารที่ร่างกายได้รับจากภายนอก (exogenous) หรือสารที่ร่างกายสร้างขึ้นมาเอง (endogenous)
  • Kupffer cells เป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดมาโครฟาจ (macrophage) เกี่ยวข้องกับภูมิคุ้มกันและการซ่อมแซมตับ ซึ่ง Kupffer cells จะอยู่ภายใน liver sinusoid (หลอดเลือดฝอยขนาดเล็ก) ทำหน้าที่ดักจับเชื้อโรคต่าง ๆ

หน้าที่ของตับ

  • ผลิตน้ำดี (bile) ซึ่งเป็นสารสำคัญในกระบวนการย่อยและดูดซึมไขมัน
  • เก็บสะสมสารอาหาร เช่น วิตามินและเกลือแร่ และเปลี่ยนแปลงสารอาหาร เช่น กระบวนการไกลโคเจเนซิส (glycogenesis) ซึ่งจะเปลี่ยนน้ำตาลกลูโคสให้อยู่ในรูปไกลโคเจน (glycogen) เก็บสะสมไว้ หรือกระบวนการกลูโคนีโอจีเนซิส (gluconeogenesis) เป็นกระบวนการสร้างน้ำตาลกลูโคสจากสารอื่น ๆ เช่น ไขมัน
  • ผลิตและควบคุมสมดุลของคอเลสเตอรอลในร่างกาย
  • สร้างโปรตีนอัลบูมิน (albumin) ซึ่งเป็นโปรตีนสำคัญในเลือด
  • เก็บสะสมธาตุเหล็ก
  • เปลี่ยนสารแอมโมเนีย (ammonia) ให้เป็นยูเรีย (urea) แล้วขับออกทางปัสสาวะ
  • กำจัดยา ของเสีย และสารพิษต่าง ๆ
  • สร้างสารที่เกี่ยวข้องกับการแข็งตัวของเลือด

ถุงน้ำดี (gallbladder)

ถุงน้ำดี By BruceBlaus (Own work) [CC BY-SA 4.0 (https://creativecommons.org/licenses/by-sa/4.0)], via Wikimedia Commons

ถุงน้ำดีเป็นอวัยวะที่มีรูปร่างคล้ายกับลูกแพร์ ขนาดของถุงน้ำดีในผู้ใหญ่ จะมีความยาวประมาณ 7 ถึง 10 เซนติเมตร และอาจกว้างได้ถึง 4 เซนติเมตร สามารถกับเก็บน้ำดีได้ประมาณ 50 มิลลิลิตร
ถุงน้ำดีสามารถแบ่งได้เป็น 3 ส่วน ดังนี้

  • fundus เป็นส่วนโค้งมน
  • body เป็นส่วนกลาง ที่ติดกับผนังตับ
  • neck เป็นจุดที่เชื่อมต่อกับ cystic duct

หน้าที่ของถุงน้ำดี
หน้าที่หลักของถุงน้ำดี คือ เก็บสะสมน้ำดี ซึ่งจำเป็นต่อการย่อยอาหารประเภทไขมัน
นอกจากเก็บสะสมน้ำดีแล้ว ถุงน้ำดียังทำหน้าที่เพิ่มความเข้มข้นของน้ำดีให้สูงขึ้นอีกด้วย
กระบวนการสร้าง กักเก็บ และการหลั่งน้ำดี
น้ำดีถูกสร้างขึ้นที่ตับ แล้วถูกส่งผ่าน hepatic ducts จากนั้นจะถูกส่งผ่าน cystic duct เข้าสู่ถุงน้ำดี (ดูรูประบบน้ำดีประกอบ)
เมื่อรับประทานอาหารที่มีไขมัน จะมีการกระตุ้นให้มีการหลั่งโคลซิสโตไคนิน (cholecystokinin หรือ CCK) จาก inclusion cells (I-cell) ที่ลำไส้เล็ก
ผลของ CCK จะทำให้ถุงน้ำดีมีการบีบรัดตัว ทำให้น้ำดีไหลออกสู่ common bile duct และสุดท้ายก็จะไหลไปที่ลำไส้เล็กส่วน duodenum

ตับอ่อน (pancreas)

ตับอ่อนเป็นอวัยวะในช่องท้องซีกซ้ายบน โดยตั้งอยู่หลังกระเพาะอาหาร เป็นอวัยวะในระบบย่อยอาหารที่สร้างทั้งฮอร์โมนและเอนไซม์หลายชนิด

ตับอ่อนและเนื้อเยื่อของตับอ่อน Blausen.com staff (2014). “Medical gallery of Blausen Medical 2014”. WikiJournal of Medicine 1 (2). DOI:10.15347/wjm/2014.010. ISSN 2002-4436. (Own work) [CC BY 3.0 (http://creativecommons.org/licenses/by/3.0)], via Wikimedia Commons

ตับอ่อนมีความยาวประมาณ 15 เซนติเมตร สามารถแบ่งออกเป็น 4 ส่วน ดังนี้

  • ส่วนหัว (head) ถูกล้อมด้วยลำไส้เล็กส่วน duodenum บริเวณส่วนเว้า
  • ส่วนคอ (neck) ยาวประมาณ 2.5 เซนติเมตร อยู่บริเวณกระเพาะอาหารส่วน pyrorus
  • ส่วนลำตัว (body) เป็นส่วนที่ยาวที่สุดของตับอ่อน
  • ส่วนหาง (tail) จะไปสิ้นสุดที่ม้าม

หน้าที่ของตับอ่อน
ตับอ่อนทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการย่อยอาหาร โดยผลิตเอนไซม์หรือน้ำย่อยต่าง ๆ เช่น

  • ทริปซินโนเจน (trypsinogen)
  • ไคโมทริปซินโนเจน (chymotrypsinogen)
  • ลิเปส (lipase)
  • อะไมเลส (amylase)

นอกจากการสร้างเอนไซม์แล้ว ตับอ่อนยังมีหน้าที่สร้างฮอร์โมนอีกหลายชนิด (internal hormonal role หรือ endocrine) ซึ่งกลุ่มเซลล์ที่สร้างฮอร์โมน เรียกว่า ไอส์เลทส์ ออฟ แลงเกอร์ฮานส์ (islets of Langerhans) ตัวอย่างฮอร์โมน ได้แก่

  • ฮอร์โมนอินซูลิน (insulin) ซึ่งสร้างจากเบต้าเซลล์ (beta-cells) ทำหน้าที่ลดระดับน้ำตาลในเลือด
  • ฮอร์โมนกลูคากอน (glucagon) สร้างจากแอลฟาเซลล์ (alpha-cells) ทำหน้าที่เพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด

ระบบบย่อยอาหาร (digestive system) เป็นระบบที่มีความสำคัญต่อร่างกาย เป็นระบบที่เกี่ยวข้องกับการย่อยอาหาร ทั้งการย่อยเชิงกลและเชิงเคมี การดูดซึมสารอาหาร และการขับถ่ายของเสีย
อวัยวะในระบบย่อยอาหาร สามารถแบ่งเป็นอวัยวะที่เป็นท่อกลวงหรือเรียกรวม ๆ ว่าระบบทาเดินอาหาร (gastrointestinal tract) และอวัยวะที่ช่วยในการย่อยอาหาร (accessory organs)
การทำงานของระบบย่อยอาหาร จะมีการส่งต่ออาหารไปเรื่อย ๆ ด้วยกระบวนการ peristalsis ทำให้อาหารสามารถเคลื่อนที่ผ่านทางเดินอาหารได้ แม้ว่าคน ๆ นั้นจะอยู่ในสภาวะไร้น้ำหนัก

โรคในระบบทางเดินอาหารที่พบบ่อย

เนื่องจากในระบบทางเดินอาหารมีความซับซ้อน และมีหลายอวัยวะที่ทำงานเกี่ยวข้องกัน ทำให้โรคที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ ในระบบทางเดินอาหารมีได้มากมายหลายโรค โดยตัวอย่างโรคที่พบได้บ่อย ได้แก่

  • กรดไหลย้อน (gastroesophageal reflux)
  • แผลในกระเพาะอาหาร (gastric ulcer)
  • แผลในลำไส้เล็กส่วนต้น (peptic ulcer)
  • ท้องอืด อึดอัดไม่สบายท้อง (dyspepsis)
  • เลือดออกในทางเดินอาหารส่วนบน (upper gastrointestinal bleeding)
  • กระเพาะอาหารและสำไส้อักเสบ (gastroenteritis)
  • ท้องเสีย (diarrhea)
  • ท้องผูก (constipation)
  • ลำไส้อุดตัน (bowel obstruction)
  • ไส้ติ่งอักเสบ (appendicitis)
  • ทางเดินอาหารแปรปรวน (irritable bowel syndrome หรือ IBS)
  • ลำไส้อักเสบเรื้อรัง (inflammatory bowel disease หรือ IBD)
  • ริดสีดวงทวาร (hemorrhoids)
  • ตับอักเสบ (hepatitis) และตับอักเสบจากเชื้อไวรัส (viral hepatitis)
  • ไขมันพอกตับ (fatty liver)
  • ตับวาย (liver failure)
  • ฝีในตับ (liver abscesses)
  • ดีซ่าน (jaundice)
  • ตับแข็ง (cirrhosis)
  • ตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน (acute pancreatitis)
  • นิ่วในถุงน้ำดี (cholecystolithiasis)

เอกสารอ้างอิง (references)

พรทิพย์ วุฒิวงศ์. ระบบทางเดินอาหาร (Alimentary System). ใน: คณะกรรมการตำราเครือข่ายการศึกษาพยาบาลและการสาธารณสุขใต้ (SC-Net), บรรณาธิการ. กายวิภาคศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่ 4. นนทบุรี: โครงการสวัสดิการวิชาการ สถาบันพระบรมราชชนก กระทรวงสาธารณสุข; 2551.
Gastrointestinal wall – Wikipedia. https://en.wikipedia.org/wiki/Gastrointestinal_wall (accessed 24 March 2018).
Tongue – Wikipedia. https://en.wikipedia.org/wiki/Tongue (accessed 24 March 2018).
Human Tooth – Wikipedia. https://en.wikipedia.org/wiki/Human_tooth (accessed 24 March 2018).
Salivary gland – Wikipedia. https://en.wikipedia.org/wiki/Salivary_gland (accessed 24 March 2018).
Pharynx – Wikipedia. https://en.wikipedia.org/wiki/Pharynx (accessed 24 March 2018).
Esophagus – Wikipedia. https://en.wikipedia.org/wiki/Esophagus (accessed 24 March 2018).
Stomach – Wikipedia. https://en.wikipedia.org/wiki/Stomach (accessed 24 March 2018).
Gastric glands – Wikipedia. https://en.wikipedia.org/wiki/Gastric_glands (accessed 24 March 2018).
Small intestine – Wikipedia. https://en.wikipedia.org/wiki/Small_intestine (accessed 24 March 2018).
Large intestine – Wikipedia. https://en.wikipedia.org/wiki/Large_intestine (accessed 24 March 2018).
Liver – Wikipedia. https://en.wikipedia.org/wiki/Liver (accessed 24 March 2018).
Gallbladder – Wikipedia. https://en.wikipedia.org/wiki/Gallbladder (accessed 24 March 2018).
Bile – Wikipedia. https://en.wikipedia.org/wiki/Bile (accessed 24 March 2018).
Pancreas – Wikipedia. https://en.wikipedia.org/wiki/Pancreas (accessed 24 March 2018).
Histology Guide | Oral. https://www.histology.leeds.ac.uk/oral/GI_layers.php (accessed 24 March 2018).
Tissue Layers of the Gastrointestinal Tract. https://oli.cmu.edu/jcourse/workbook/activity/page?context=b880f06480020ca6013d8a1f93bd7b67 (accessed 24 March 2018).

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *