ยารักษาสิว วิธีใช้ยาที่ถูกต้อง และผลข้างเคียงของยา

ยารักษาสิว สามารถช่วยจัดการปัญหาสิวให้แก่เราได้หลายทาง เช่น ยากลุ่มอนุพันธ์ของวิตามินเอ หรือกรดวิตามินเอ สามารถชำระล้างสิ่งอุดตันรูขุมขน ป้องกันไม่ให้เกิดสิ่งอุดตันเพิ่มเติม ลดการสร้างความมันส่วนเกิน ยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียสามารถฆ่าเชื้อโรคที่ก่อให้เกิดสิวอักเสบได้ รวมถึงการรักษาสิวด้วยการใช้ฮอร์โมน เช่น การใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด ก็ใช้เป็นยารักษาสิวได้เช่นกัน
ก่อนเริ่มใช้ยารักษาสิว เราลองมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หรือดูแลรักษาผิวของเราเพิ่มขึ้นอีกสักนิด ก็อาจจะพบว่าปัญหาสิวอาจหมดไปได้โดยง่าย
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ช่วยป้องกันหรือรักษาสิว ได้แก่ ทำความสะอาดผิวหน้าอย่างเหมาะสม ล้างหน้าอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เลือกใช้เครื่องสำอางที่เป็นสูตรไม่ก่อสิว (noncomedogenic) รวมถึงอาจเลือกผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากน้ำมัน (oil free) ก็ได้
กรณีที่สิวขยายกระจายเป็นวงกว้างมากขึ้น หรือมีอาการรุนแรงมากขึ้น อย่ารีรอที่จะไปพบแพทย์ พึงระลึกไว้เสมอว่า แก้ปัญหาในขณะที่ปัญหาเพิ่งเริ่มต้นย่อมดีกว่าแก้ปัญหาที่บานปลาย แพทย์จะตรวจอย่างละเอียด โดยอาจทำการซักประวัติเพื่อค้นหาปัจจัยเสี่ยง ค้นหาประวัติการใช้เครื่องสำอาง ประวัติการใช้ยาต่างๆ และนำข้อมูลมาวิเคราะห์และหาวิธีรักษาสิวที่ถูกต้องและเหมาะสมต่อไป
สิ่งสำคัญที่สุด คือ การใช้ยารักษาสิวควรอยู่ภายใต้ความดูแลของแพทย์หรือเภสัชกร เพราะยาเป็นเหมือนดาบสองคม มีทั้งด้านดีด้านเสีย ถ้าใช้อย่างไม่ถูกต้อง อาจทำให้ปัญหาแย่ลงกว่าเดิม หรืออาจมีอันตรายต่อชีวิตได้

ยารักษาสิวชนิดทาภายนอก

ยาประเภทนี้มีทั้งรูปแบบที่เป็น เจล (gels) ครีม (creams) และโลชั่น (lotions)

Benzoyl peroxide หรือ BPO (เบนซอยล์เพอร์ออกไซด์ หรือยาบีพีโอ)

ยานี้มีจำหน่ายในรูปแบบครีมและรูปแบบเจล มีจำหนายในชื่อการค้าคือ Benzac® Panoxyl® และ Brevoxyl® โดยมีความเข้มข้นตั้งแต่ 2.5 ถึง 10% มีฤทธิ์แก้อักเสบและฆ่าเชื้อ (antiseptic) จึงสามารถลดจำนวนเชื้อแบคทีเรีย โดยเฉพาะ Propionebacterium acnes (P. acnes) ซึ่งกระตุ้นให้เกิดสิวอักเสบ และมีฤทธิ์ลดการเกิดสิวหัวขาว (whitehead) หรือสิวหัวดำ (blackhead) รวมถึงช่วยทำให้แผลหายเร็วยิ่งขึ้นด้วย
ยานี้ไม่แนะนำให้ใช้เป็นยารักษาสิวแบบเดี่ยวๆ จึงมักจะถูกใช้ร่วมกับยารักษาสิวชนิดอื่นๆ เช่น ยาทากลุ่มกรดวิตามินเอ (topical retinoid)
ควรเลือกรูปแบบยาที่เหมาะสมกับผิว สำหรับผิวมันควรเลือกยาในรูปแบบเจล ผู้ที่มีผิวแห้งอาจเลือกยาในรูปแบบครีมเพื่อลดอาการระคายเคือง และเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีความเข้มข้นที่เหมาะสม โดยแนะนำว่าถ้าเริ่มใช้ยาอาจเริ่มที่ความเข้มข้นต่ำๆก่อนเพื่อป้องกันผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น แต่อย่างไรก็ตามวิธีการเลือกผลิตภัณฑ์นั้นควรปรึกษาแพทย์และเภสัชกรก่อนเป็นสิ่งที่ดีที่สุด
วิธีการใช้ยา

  • ยา BPO ควรใช้โดยทาบางๆให้ทั่วใบหน้าหลังล้างหน้า แล้วทาทิ้งไว้ประมาณ 10 นาทีแล้วล้างออก วันละ 1 ถึง 2 ครั้ง ถ้าผิวสามารถทนต่อยา หรือไม่เกิดอาการระคายเคือง ก็สามารถเพิ่มระยะเวลาที่ใช้ยารักษาสิวชนิดนี้ได้

อาการข้างเคียง

  • อาการข้างเคียงที่สามารถพบได้หลังใช้ยารักษาสิวนี้ ได้แก่ ผิวแห้งตึง รู้สึกคันหรือแสบร้อนที่ผิว และอาจมีรอยแดงเกิดขึ้นได้ นอกจากนี้ยายังมีฤทธิ์กัดสีเสื้อผ้า ทำให้เกิดรอยด่างบนเสื้อผ้า
  • ยานี้ก่อความระคายเคืองต่อผิวได้ง่าย รวมถึงทำให้ผิวไวต่อแสงเพิ่มขึ้น ดังนั้นเมื่อทายานี้แล้ว ควรทาครีมกันแดด หรือหลีกเลี่ยงแสงแดด

อนุพันธ์ของวิตามินเอแบบทาภายนอก

ยาในกลุ่มนี้จัดเป็นอนุพันธุ์ของวิตามินเอ มีด้วยกันหลายตัวยา ได้แก่ tretinoin (เทรติโนอิน) ไอโซเทรติโนอิน (isotretinoin) และ อะดาพาลีน (adapalene)
ยาทากลุ่มกรดวิตามินเอ ออกฤทธิ์โดยการขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว และยังป้องกันการอุดตันในรูขุมขนอีกด้วย ยาทากรดวิตามินเอเป็นยาตัวเลือกแรก (first choice) สำหรับการรักษาสิวอุดตัน (comedones) เช่น สิวหัวขาว และสิวหัวดำ รวมถึงยังรักษาสิวอักเสบที่มีความรุนแรงน้อยถึงปานกลางได้อีกด้วย
Tretinoin มีจำหน่ายในหลายชื่อการค้า เช่น

  • Retin-A® เป็นยารูปแบบครีม มีความเข้มข้น 0.03%
  • Stieva-A® เป็นยารูปแบบครีม มีความเข้มข้น 0.01%
  • Renova® จำหน่ายในรูปแบบครีม มีความเข้มข้น 0.03%
  • Retacnyl® เป็นยารักษาสิวในรูปแบบยาครีม มีความเข้มข้น 0.03%

Isotretinoin

  • ยารักษาสิวนี้มีจำหน่ายในชื่อการค้า คือ Isotrex® มีทั้งชนิดครีม และเจล มีความเข้มข้น 0.05% นอกจากนี้ยังมียา Isotretinoin แบบทาภายนอกที่ผสมกับยา erythromycin ซึ่งเป็นยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งยาผสมมีจำหน่ายในชื่อ Isotrexin

Adapalene

  • มีจำหน่ายในรูปแบบเจล ในชื่อการค้า Differin® มีความเข้มข้น 0.1% ยา adapalene มีข้อดีกว่า tretinoin และ isotretinoin คือเกิดอาการข้างเคียงน้อยกว่า

วิธีการใช้ยา

  • หลังทำความสะอาดผิวหน้าแล้วให้ทายาบางๆในบริเวณที่มีสิว ถ้าต้องต้องการใช้ร่วมกับยา benzoyl peroxide ควรแยกกันใช้ โดยใช้ benzoyl peroxide ในตอนเช้า ส่วนยาทากรดวิตามินเอควรทาก่อนนอน

อาการข้างเคียง

  • ยาทากรดวิตามินเอ อาจระคายเคืองผิวหนังโดยเฉพาะเมื่อใช้ครั้งแรก และจะเกิดมากขึ้นในคนที่มีผิวแพ้ง่าย นอกจากนี้ยังทำให้เกิดผิวหนังแดง แห้ง ลอกเป็นขุย และรู้สึกแสบที่ผิวหนังได้
  • จากการที่ยาทำให้ผิวหนังชั้นบนหลุดลอก จึงเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดผิวไหม้จากแสงแดด (sunburn) จึงมีความจำเป็นที่ต้องใช้ผลิตภัณฑ์กันแดดหรือควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสแสงแดดในระหว่างที่ใช้ยา
  • ผู้ใช้ยาบางรายรายงานว่าหลังใช้ยามีสิวเพิ่มขึ้น แต่สิวที่เพิ่มขึ้นจะค่อยๆลดลงเมื่อใช้ยาไปอย่างต่อเนื่อง
  • นอกจากนี้ยาอาจมีผลต่อทารกในครรภ์ โดยอาจทำให้เกิดความผิดปกติของทารกได้ ดังนั้นก่อนใช้ยานี้ หรือเมื่อไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาสิว ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรก่อนทุกครั้งว่าตั้งครรภ์หรือวางแผนจะตั้งครรภ์ (ยากรดวิตามินเอชนิดรับประทานห้ามให้ในหญิงตั้งครรภ์โดดเด็ดขาด)

วิธีดูแลตนเองเมื่อเริ่มใช้ยาทากรดวิตามินเอ

  • เมื่อใช้ยาครั้งแรก อาจใช้ยาคืนเว้นคืน หรือถ้ามีผิวแพ้ง่าย อาจล้างครีมออกหลังทายาไปแล้ว 1 ชั่วโมง
  • ถ้ารู้สึกแสบคันที่ผิว อาจทายาเมื่อผิวแห้งสนิท เช่น หลังล้างหน้าไปแล้ว 30 นาทีหรือมากกว่า
  • ทายาในบริเวณที่จำเป็นเท่านั้น
  • อย่าทายาบริเวณดวงตาและรอบๆปาก
  • ใช้ครีมกันแดดทุกครั้ง ทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงแสงแดด
  • ถ้าผิวยังไม่หยุดหลุดลอกหลังใช้ยามาเป็นเวลานาน ยาชนิดนี้อาจไม่เหมาะสมกับผิวหน้าของเรา ควรหยุดใช้

Azelaic acid (อาซีลาอิค แอซิด)

ยารักษาสิวชนิดนี้เป็นยาทางเลือกเมื่อผู้ที่ใช้ยา benzoyl peroxide หรือยาทากรดวิตามินเอ แล้วมีอาการระคายเคืองมาก โดยยานี้ออกฤทธิ์รักษาสิวโดยขจัดผิวหนังส่วนที่ตายแล้ว สามารถทำลายเชื้อแบคทีเรียได้ ยับยั้งการทำลายเนื้อเยื่อจากการอักเสบ สามารถใช้ได้ทั้งสิวอุดตันและสิวอักเสบ
ผลิตภัณฑ์ที่มีจำหน่าย คือ Skinoren® เป็นยารักษาสิวรูปแบบครีม มีความเข้มข้น 20%
วิธีการใช้ยา

  • ยารักษาสิวชนิดนี้ควรทาบางๆในเวลาเช้า และเย็น ให้ทั่วใบหน้าหลังทำความสะอาดผิวหน้าแล้ว

อาการข้างเคียง

  • ผลข้างเคียงของยาคือ อาการแสบร้อน แสบคันผิวหนัง ผิวแห้ง รวมถึงผิวอาจมีสีแดงได้

ยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียชนิดทาภายนอก

มีข้อบ่งใช้สำหรับสิวอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเชื้อที่เรียกว่า P. acnes ซึ่งยาสามารถลดจำนวนเชื้อลงได้ ยาจะให้ผลดีที่สุดเมื่อใช้กับสิวอักเสบ เช่น สิวหัวหนอง เป็นต้น
แม้ว่ายาฆ่าเชื้อชนิดทาภายนอกจะให้ผลดีกับสิวอักเสบ แต่ในปัจจุบันพบว่า ยาเริ่มมีประสิทธิภาพลดลงเนื่องจากเชื้อเริ่มดื้อต่อยา ทำให้การรักษาสิวอักเสบประสบผลสำเร็จลดลง จึงมีการแนะนำให้ใช้ยารักษาสิวหลายๆตัวร่วมกัน เช่น อาจใช้ยารักษาสิวกรดวิตามินเอแบบทาภายนอก ร่วมกับยาฆ่าเชื้อแบบทาภายนอก เป็นต้น ยาที่นิยมใช้คือ Clindamycin (คลินดามัยซิน) และ Erythromycin (อีรีโทรมัยซิน)
Clindamycin (คลินดามัยซิน)

  • มีจำหน่ายในชื่อการค้า เช่น Clinda-M®, Chinacin-T®, Lkinna® เป็นต้น

Erythromycin (อีรีโทรมัยซิน)

  • มีจำหน่ายในชื่อ Eryacne เป็นยารักษาสิวรูปแบบเจล ความเข้มข้น 4%

วิธีการใช้ยา

  • แต้มบริเวณจุดที่เป็นสิวอักเสบวันละ 2 ครั้ง

อาการข้างเคียง

  • ยารักษาสิวกลุ่มยาฆ่าเชื้อแบบทาภายนอก อาจทำให้มีการระคายเคืองผิวหนังเล็กน้อย อาจมีอาการแดง แสบร้อน และมีผิวหนังลอกได้
  • ถ้าแพ้ยาที่เป็นองค์ประกอบสำคัญในผลิตภัณฑ์ ไม่ควรใช้ยาดังกล่าว เพราะอาจจะทำให้เกิดอาการแพ้ยาซ้ำขึ้นมาได้

ยารักษาสิวชนิดรับประทาน

ยา
ยารักษาสิวชนิดยารับประทานนั้น ส่วนใหญ่จะใช้ในกรณีที่เป็นสิวในระดับรุนแรง หรือไม่ต่อบสนองต่อการรักษาด้วยยารักษาสิวแบบใช้ภายนอก ยาที่มีการใช้กัน ได้แก่ ยาปฏิชีวนะชนิดรับประทาน (oral antibiotics) ยากลุ่มกรดวิตามินเอชนิดรับประทาน (oral retinoids) และการรักษาด้วยฮอร์โมน
การใช้ยารักษาสิวชนิดรับประทานทุกครั้งควรได้รับการสั่งจ่ายยาจากแพทย์และได้รับคำแนะนำจากเภสัชกรอย่างเคร่งครัด เนื่องจากยาบางชนิดมีผลร้ายแรงถ้าใช้ไม่ถูกต้อง เช่น ยากลุ่มกรดวิตามินเอ ห้ามใช้ในสตรีมีครรภ์โดยเด็ดขาด เนื่องจากทำให้เกิดความผิดปกติของทารกได้

ยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อชนิดรับประทาน

ยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย จะยับยั้งเชื้อ P. acnes ที่เป็นสาเหตุหลักของสิวอักเสบ มักสงวนไว้ใช้ในคนที่มีสิวอักเสบแบบรุนแรงปานกลางถึงรุนแรงมากเท่านั้น ยารักษาสิวในกลุ่มนี้ไม่ควรใช้พร่ำเพรื่อ เนื่องจากการใช้อย่างขาดความระมัดระวัง อาจก่อให้เกิดเชื้อดื้อยา และทำให้การรักษาสิวไม่ได้ผล ยารักษาสิวที่เป็นยาปฏิชีวนะที่นิยมใช้ ได้แก่
ยากลุ่ม Tetracyclines (เตตระซัยคลิน)

  • ยาในกลุ่มนี้จะยับยั้งการสร้างโปรตีนของแบคทีเรีย ทำให้แบคทีเรียหยุดการเจริญเติบโต (bateriostatic) ยาที่นิยมใช้ ได้แก่ tetracycline (เตตระซัยคลิน) doxycycline (ด็อกซีซัยคลิน) และ minocycline (ไมโนซัยคลิน)
  • อาการข้างเคียง คือ อาจทำให้คลื่นไส้อาเจียนได้โดยเฉพาะ tetracycline
  • ทำให้เกิดอาการแพ้แสงได้ (photosensitivity)
  • นอกจากนี้ยา tetracycline ยังสามารถสะสมที่ฟันของทารกในครรภ์ได้ จึงห้ามใช้ในสตรีมีครรภ์และให้นมบุตร และยังสามารถสะสมที่ฟันของเด็ก จึงไม่แนะนำให้ใช้ในเด็กอายุน้อยกว่า 8 ปี

ยากลุ่ม Macrolides (มาโครไลด์)

  • ยากลุ่มนี้ที่มีการใช้เป็นยารักษาสิว คือ erythromycin (อีรีโทรมัยซิน)
  • อาการไม่พึงประสงค์ คือ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย
  • นอกจากนี้ยังควรระวังใช้ยา erythromycin ร่วมกับยาอื่นๆ เพราะอาจเกิดอันตรกิริยาระหว่างยากับยา หรือที่เรียกง่ายๆว่า ยาตีกัน

ยากลุ่ม sulfa (ซัลฟา)

  • Co-trimoxazole (โค-ไทรมอกซาโซล) อาการข้างเคียงที่เกิดได้บ่อยคือ ผื่น และห้ามใช้ในคนที่แพ้ยาซัลฟา

อนุพันธ์ของวิตามินเอแบบรับประทาน

ยาในกลุ่มนี้ที่มีการใช้กัน คือ Isotretinoin (ไอโซเทรติโนอิน) มักใช้ในรายที่มีสิวอักเสบอย่างรุนแรง ยารักษาสิวชนิดนี้ทำให้ลดการผลิตไขมันของต่อมไขมัน ทำให้ผิวแห้ง ป้องกันไม่ให้เกิดการอุดตันในรูขุมขน ซึ่งท้ายสุดก็อาจพัฒนามาเป็นสิวอักเสบได้ ช่วยลดจำนวนแบคทีเรียที่ผิวหนัง ลดอาการบวมแดงของสิว เปลี่ยนแปลงสภาวะของรูขุมขน จึงช่วยลดปริมาณเชื้อ P. acnes ได้
แม้ว่ายารักษาสิวชนิดนี้จะมีประสิทธิภาพสูงมาก แต่มีผลข้างเคียงที่อันตรายมาก ยาจึงถูกสงวนไว้ใช้กับคนที่มีสิวอักเสบชนิดรุนแรง เช่น สิวหัวช้าง หรือในรายที่ใช้ยารักษาสิวชนิดอื่นๆไม่ได้ผล
อาการข้างเคึยงที่พบได้บ่อย

  • ผิวหนังอักเสบ แห้ง แตก รวมถึงอาการแห้งแตกของริมฝึปาก
  • เปลี่ยนแปลงระดับน้ำตาลในเลือด
  • มีการอักเสบของเปลือกตา (blepharitis)
  • อาจระคายเคืองที่ดวงตา รวมถึงอาจเกิดการอักเสบที่ดวงตา
  • อาจพบว่ามีเลือดในปัสสาวะ

อาการข้างเคียงที่พบได้น้อย

  • ตับอักเสบ
  • ตับอ่อนอักเสบ
  • โรคไต

นอกจากนี้ยาในกลุ่มกรดวิตามินเอชนิดรับประทาน ยังจัดอยู่ในกลุ่มยาที่ทำให้เกิดความผิดปกติของทารกในครรภ์อย่างแน่นอน (category X) จึงห้ามใช้ในสตรีมีครรภ์ หรือสตรีที่วางแผนจะตั้งครรภ์

คำแนะนำเพิ่มเติมสำหรับการใช้ยารักษาสิวกลุ่มอนุพันธุ์กรดวิตามินเอในสตรี

  • ห้ามใช้ยาโดยเด็ดขาดในขณะตั้งครรภ์ หรือวางแผนที่จะตั้งครรภ์
  • คุมกำเนิดก่อนใช้ยานี้ 1 เดือน และคุมกำเนิดตลอดเวลาที่ใช้ยานี้
  • ในหญิงที่เคยใช้ยา Isotretinoin และหยุดใช้ยาแล้วมีความจำเป็นต้องคุมกำเนิดต่ออย่างน้อย 1 เดือน เพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดกับทารกในครรภ์
  • ในระหว่างที่ใช้ยา ควรตรวจการตั้งครรภ์ให้บ่อยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้
  • ถ้าสงสัยว่าจะมีการตั้งครรภ์เกิดขึ้นในระหว่างการใช้ยา ให้หยุดยาทันที และไปพบแพทย์ทันที

จะเห็นว่ายารักษาสิวกลุ่มอนุพันธุ์ของกรดวิตามินเอ มีอันตรายมาก ดังนั้นยาจึงถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “ยาควบคุมพิเศษ” การใช้ยานี้ต้องได้รับใบสั่งยาจากแพทย์ และไม่มีขายในร้านขายยา

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับยาในสตรีมีครรภ์

การรักษาด้วยฮอร์โมน

การรักษาสิวด้วยฮอร์โมนอาจมีข้อดีในหญิงที่มีปัญหาสิว และสิวมักจะเพิ่มขึ้นในช่วงที่มีประจำเดือน โดยแพทย์อาจใช้ ยาเม็ดคุมกำเนิดฮอร์โมนรวม ที่ประกอบด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจนร่วมกันโปรเจสเตอโรน
เนื่องจากยาเม็ดคุมกำเนิดมีความหลากหลายมาก ทั้งชนิดของฮอร์โมน และความแรงของฮอร์โมน ซึ่งแต่ละชนิดจะส่งผลให้เพิ่มหรือลดสิวก็ได้ ดังนั้นการเลือกยาเม็ดคุมกำเนิดเพื่อควบคุมสิว ควรเลือกโดยผู้เชี่ยวชาญ เช่น แพทย์ และเภสัชกร
อาการข้างเคียงของยาเม็ดคุมกำเนิด คือ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ น้ำหนักเพิ่ม เลือดประจำเดือนออกกะปริดกะปรอย คัดตึงเต้านม เป็นฝ้า
ผู้ที่ไม่ควรใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด ได้แก่ คนที่มีประวัติเป็นโรคหลอดเลือดอุดตัน โรคหลอดเลือดหัวใจ มะเร็งเต้านม
แหล่งข้อมูล
โชคชัย วงศ์สินทรัพย์, สุระรอง ชินวงศ์, ภูริดา เวียนทอง. การเลือกใช้เภสัชภัณฑ์ เล่มที่ 2. เชียงใหม่: ยูเนียนออฟเซ็ท; 2556. ศรีศุภลักษณ์ สิงคาลวณิช.
Update Management of Acne in Adolescent. กุมารเวชสาร. 2552;16:180-87.
Wells B, DiPiro J, Schwinghammer T, DiPiro C. Pharmacotherapy handbook. 9th ed. New York: McGraw-Hill Education; 2014.
NHS Choices. Acne – Treatment – NHS Choices [Internet]. 2015 [cited 28 May 2015]. Available from: http://www.nhs.uk/Conditions/Acne/Pages/Treatment.aspx Dermnetnz.org.
Topical retinoids (vitamin a creams). DermNet NZ [Internet]. 2015 [cited 28 May 2015]. Available from: http://www.dermnetnz.org/treatments/topical-retinoids.html

0 ความเห็นบน “ยารักษาสิว วิธีใช้ยาที่ถูกต้อง และผลข้างเคียงของยา”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *