ยาพาราเซตามอล (paracetamol) หรือ acetaminophen คือยาอะไร แล้วก่อนใช้ยานี้ควรรู้อะไรบ้าง

Categories old article archivePosted on

ยาพาราเซตามอล (paracetamol) หรือยาอะซีตามิโนเฟน (acetaminophen) คือยาตัวเดียวกัน เป็นยาที่หลาย ๆ คนใช้บ่อย มีความปลอดภัยในระหนึ่ง แต่ถึงกระนั้นขึ้นชื่อว่ายาก็ไม่ได้ปลอดภัย 100% เสมอไป เพราะยาตัวนี้เป็นพิษต่อตับ และการใช้ยาทุกอย่างให้ปลอดภัย ผู้ใช้ยาควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนทุกครั้ง

ยาพาราเซตามอลคือยาอะไร

ยาพาราเซตามอลเป็นยาบรรเทาอาการปวดเล็กน้อยจนถึงปวดปานกลาง เช่น ปวดศีรษะ ปวดไมเกรน ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ ปวดฟัน ปวดประจำเดือน รวมถึงใช้เป็นยาลดไข้ 

ยาพาราเซตามอลเป็นยาที่ปลอดภัยสำหรับใช้ในการลดไข้ ในกรณีที่เด็กตัวร้อนปวดหัวจากเชื้อไวรัส รวมถึงกรณีไข้และปวดหัวปวดเนื้อปวดตัว ที่เกิดจากเชื้อไวรัสไข้เลือดออก

ยาพาราเซตามอลมีจัดจำหน่ายอย่างไรบ้าง

ภาพจาก Stockunlimited

ยาพาราในท้องตลาดมีหลายรูปแบบ ยาเม็ด ยาน้ำสำหรับเด็ก ยาเหน็บ รวมถึงยาฉีด ซึ่งก็มีความแรงของยาแตกต่างกันไป 

ยาเม็ด มีทั้งแบบเม็ดละ 500 มิลลิกรัม และ 325 มิลลิกรัม ส่วนยาน้ำมีหลายความแรง มีทั้งแบบยาน้ำเชื่อมและยาน้ำแขวนตะกอน ความแรงที่มีจำหน่าย ได้แก่ 

  • 60 มิลลิกรัมต่อ 0.6 มิลลิลิตร เป็นยาสำหรับเด็กทารก 
  • 120 มิลลิกรัมต่อ 5 มิลลิลิตร 
  • 160 มิลลิกรัมต่อ 5 มิลลิลิตร
  • 250 มิลลิกรัมต่อ 5 มิลลิลิตร 

นอกจากนี้ยังมียาเม็ดบางยี่ห้อ ที่เป็นยาเม็ดแบบควบคุมการปลดปล่อยตัวยา (controlled release) มีความแรง 650 มิลลิกรัมต่อเม็ด โดยตัวยาจะค่อย ๆ ปลดปล่อยออกมาตลอด 8 ชั่วโมง ทำให้สามารถรับประทานยาทุก ๆ 8 ชั่วโมงได้ รวมถึงยาที่ออกแบบให้สามารถปลดปล่อยตัวยาได้อย่างรวดเร็ว เพื่อให้เห็นผลการรักษาเร็วขึ้น

ข้อควรรู้ก่อนใช้ยาพาราเซตามอล เพื่อความปลอดภัยสูงสุด

เนื่องจากยานี้เป็นพิษต่อตับ ห้ามใช้ในคนที่เป็นโรคตับขั้นรุนแรง และสำหรับคนที่มีการทำงานของตับผิดปกติ รวมถึงคนที่มีการทำงานของไตไม่ปกติ หรือเป็นโรคไต ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยา เพราะอาจต้องมีการปรับขนาดยาให้เหมาะสมกับสภาพร่างกาย 

นอกจากคนที่เป็นโรคตับแล้ว คนที่ดื่มสุราหรือแอลกอฮอล์เป็นประจำ ควรระวังการใช้ยานี้ด้วยเช่นกัน เพราะการดื่มเป็นประจำ อาจทำให้ตับมีการทำงานบกพร่องโดยไม่รู้ตัว

คนที่มีภาวะ G6PD Deficiency หรือภาวะพร่องเอนไซม์ G6PD การใช้ยาพาราอาจเพิ่มความเสี่ยงทำให้เม็ดเลือดแดงแตกได้

คนที่แพ้ยาพาราเซตามอลก็ห้ามใช้ยานี้ ไม่ว่าจะเป็นยี่ห้อไหน เช่น แพ้ซาร่า (Sara) ก็ไม่สามารถใช้ยาไทลีนอล (Tylenol) ได้

ระวังตำรับยาที่มียาพาราเป็นส่วนประกอบ

ยาหลายชนิดที่วางจำหน่ายในท้องตลาด โดยเฉพาะยาตำรับรักษาบรรเทาอาการหวัด ยาบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ และยาคลายกล้ามเนื้อ มักจะมียาพาราเซตามอลเป็นส่วนประกอบ การใช้ยาเหล่านี้ร่วมกับยาพาราเซตามอล อาจทำให้ได้รับยาเกินขนาด และทำให้เกิดพิษต่อตับได้ ดังนั้นก่อนรับประทานยาที่มียาหลาย ๆ ชนิดรวมกันในเม็ดเดียว ควรอ่านส่วนประกอบให้ดีว่ามียาพาราผสมอยู่หรือไม่

ตัวอย่างตำรับที่มียาพาราเซตามอลเป็นส่วนประกอบ

ยาบรรเทาอาการหวัด เช่น ยาทิฟฟี่เดย์ (Tiffy Dey) ยาดีคอลเจน (Decolgen) ยาอาปราคัวร์ (Apracur) เป็นต้น 

ยาบรรเทาอาการปวดและคลายกล้ามเนื้อ เช่น ยานอร์จีสิค (Norgesic) ยานอร์ราเฟน (Noraphen) รวมถึงยาแก้ปวดที่มียาไอบูโฟรเฟน (Ibuprofen) ผสมกับยาพาราเซตามอล 

หลีกเลี่ยงการใช้ยาพาราเซตามอลกับยาต่อไปนี้

การใช้ยาหลาย ๆ ชนิดร่วมกัน โดยเฉพาะในคนที่กำลังใช้ยาอื่น ๆ อยู่แล้ว อาจมีโอกาสเกิดยาตีกันหรืออันตรกิริยาระหว่างยา (drug interaction) ได้ 

ควรระวังการใช้ยาพาราเซตามอลกับยาที่ทำให้เกิดพิษต่อตับ รวมถึงยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น ยาวาร์ฟาริน (warfarin) ดังนั้นถ้ากำลังใช้ยาใด ๆ อยู่ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยาพาราเซตามอล 

คนท้องกับคนที่กำลังให้นมบุตรใช้ยานี้ได้ไหม

จากการศึกษาทางระบาดวิทยาไม่พบว่า การใช้ยาพาราเซตามอลในขนาดปกติมีผลต่อทารกในครรภ์ แต่อย่างไรก็ตามก่อนใช้ยานี้ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนทุกครั้ง

ถึงแม้ว่าจะพบว่ายาพาราเซตามอลสามารถถูกขับออกทางน้ำนม แต่ปริมาณที่พบไม่มีนัยสำคัญทางคลินิก และยังไม่มีการระบุข้อห้ามใช้ในขณะให้นมบุตร 

วิธีใช้ยาพาราเซตามอลให้ปลอดภัย

ควรใช้ยาพาราเซตามอลเฉพาะเมื่อมีอาการปวดหรือมีไข้เท่านั้น ไม่จำเป็นต้องใช้ยาต่อเนื่อง ถ้าอาการดีขึ้น หายปวดแล้ว ไข้ลดลงแล้ว สามารถหยุดยาได้เลย แต่ถ้ามีอาการขึ้นอีก สามารถรับประทานยาได้ทันที ไม่จำเป็นต้องทานหลังอาหาร

การใช้ยาในผู้ใหญ่

ผู้ใหญ่ที่มีน้ำหนักตัวน้อยกว่า 34 กิโลกรัม ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยา เพราะอาจต้องคำนวณขนาดยาที่เหมาะสมกับน้ำหนัก 

ผู้ใหญ่ที่มีน้ำหนักตัวตั้งแต่ 34 กิโลกรัมจนถึง 50 กิโลกรัม ให้รับประทานครั้งละ 1 เม็ด (500 มิลลิกรัม) แต่ละครั้งห่างกันอย่างน้อย 4 ชั่วโมง 

ผู้ใหญ่ที่มีน้ำหนักตัว 50 กิโลกรัมจนถึง 67 กิโลกรัม ให้รับประทานยาครั้งละ 1 เม็ดครึ่ง (750 มิลลิกรัม) แต่ละครั้งห่างกันอย่างน้อย 4 ชั่วโมง ไม่เกิน 5 ครั้งต่อวัน

แต่ถ้าน้ำหนักตัวมากกว่า 67 กิโลกรัม สามารถใช้ยาครั้งละ 2 เม็ดได้ โดยแต่ละครั้งห่างกันอย่างน้อย 4 ชั่วโมง และไม่เกิน 4 ครั้งต่อวัน 

ขนาดยาสูงสุดในผู้ใหญ่ คือ 4,000 มิลลิกรัมต่อวัน และไม่ควรใช้ยาติดต่อกันเกิน 5 วัน เนื่องจากทำให้ความเสี่ยงของอาการตับวายมากขึ้น

การใช้ยาในเด็ก

การใช้ยาพาราในเด็กควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนทุกครั้ง เพราะยาเด็กมีหลายความแรง ซึ่งอาจทำให้ได้รับยาเกินขนาดจนเป็นอันตรายได้ โดยเฉพาะในเด็กแรกเกิดจนถึงเด็กเล็ก ที่ใช้ยาที่เป็นแบบหลอดหยด 

ขนาดยาทั่วไปที่ใช้ในเด็ก คือ 10 – 15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม และไม่ควรใช้ยาเกิน 5 ครั้งต่อวัน 

ตัวอย่างการใช้ยาพาราเซตามอลที่มีความแรง 250 มิลลิกรัมต่อ 5 มิลลิลิตรในเด็ก

  • น้ำหนักตั้งแต่ 9 – 13 กิโลกรัม ครั้งละ ครึ่ง ช้อนชา (2.5 มิลลิลิตร)
  • น้ำหนักมากกว่า 13 ถึง 17 กิโลกรัม ครั้งละ สามส่วนสี่ ช้อนชา (3.75 มิลลิลิตร)
  • น้ำหนักมากกว่า 17 – 25 กิโลกรัม ครั้งละ 1 ช้อนชา (5 มิลลิลิตร)
  • น้ำหนักมากกว่า 25 – 34 กิโลกรัม ครั้งละ 1 ช้อนชา ครึ่ง (7.5 มิลลิลิตร)
  • น้ำหนักมากกว่า 34 – 50 กิโลกรัม ครั้งละ 2 ช้อนชา (10 ซีซี)

ถ้าเด็กน้ำหนักมากกว่า 50 กิโลกรัม สามารถใช้ยาเม็ดขนาด 500 มิลลิกรัม โดยรับประทานห่างกันอย่างน้อย 4 ชั่วโมง แต่ไม่เกินวันละ 5 ครั้ง

หลังจากใช้ยาพาราเซตามอลแล้วต้องสังเกตอะไรบ้าง

อย่างแรกที่ต้องสังเกตตัวเองหลังจากใช้ยาพาราแล้ว คือ อาการแพ้ยา ถ้าเกิดอาการแพ้เหล่านี้ ก็ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและได้รับการรักษาทันที โดยอาการเหล่านั้น ได้แก่ ผื่นลมพิษ บวมที่ใบหน้า เปลือกตา ริมฝีปากบวม แน่นหน้าอก หายใจลำบาก มีตุ่มพองน้ำที่ผิวหนัง มีอาการผิวหนังหลุดลอก มีจ้ำตามผิวหนัง สังเกตได้ว่ามีเลือดออกผิดปกติ 

นอกจากอาการแพ้ยา หลังใช้ยาพาราอาจทำให้เกิดอาการข้างเคียงได้ เช่น ท้องผูก คลื่นไส้ อาเจียน นอนไม่หลับ รู้สึกกระวนกระวายไม่สงบ 

นอกจากสังเกตอาการแพ้ยาแล้ว หลังจากใช้ยาอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ ก็ต้องดีขึ้น แต่ถ้าอาการไม่ดีขึ้น หลังทานยาแล้ว 3 วัน ยังมีไข้อยู่ หรืออาการปวดยังคงอยู่หลังใช้ยาไปแล้ว 10 วัน (5 วันสำหรับเด็ก) ควรหยุดใช้ยา แล้วปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุของอาการที่แท้จริง 

ถ้าใช้ยาเป็นระยะเวลานาน หรือเป็นคนที่เป็นโรคตับ หรือดื่มสุราหนัก อาจต้องสังเกตอาการจากภาวะตับวายเฉียบพลัน (acute liver failure) ต้องสังเกตอาการอะไรบ้างนั้น ให้ดูในหัวข้อตับวายเฉียบพลัน (acute liver failure) ที่อยู่ถัดไป

ถ้าลืมรับประทานยาจะทำอย่างไรดี

ยาพาราเซตามอลไม่ใช่ยาที่ต้องรับประทานต่อเนื่อง แต่ใช้สำหรับบรรเทาอาการปวดและไข้ตามอาการเท่านั้น

ถ้ารับประทานยาพาราเซตามอลเกินขนาด

ถ้าใช้ยาพาราเซตามอลเกินขนาดไปมาก โดยเฉพาะการใช้ยาเพื่อฆ่าตัวตาย ควรรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลในทันที เพื่อป้องกันภาวะตับวายเฉียบพลัน

อาการเริ่มต้นที่บ่งบอกพิษของยาพาราเมื่อได้รับเกินขนาด เช่น ไม่อยากอาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง เหงื่อแตก สับสน หรือไม่มีแรง

ตับวายเฉียบพลัน (acute liver failure)

ตับวายเฉียบพลัน (acute liver failure) เป็นภาวะเร่งด่วน ต้องได้รับการรักษาในทันที สามารถเกิดขึ้นได้เร็ว อาการอาจแย่ลงภายในไม่กี่วันหรือไม่กี่สัปดาห์ บางคนอาจไม่เคยมีปัญหาโรคตับมาก่อนเลยก็ได้ เมื่อเกิดอาการตับวายเฉียบพลันขึ้นแล้ว จะทำให้เกิดอาการแทรกซ้อนหลายอย่าง เช่น เลือดไหลไม่หยุด ความดันในสมองเพิ่มขึ้น และอาจส่งผลต่อชีวิตได้ 

ยาพาราเซตามอลเป็นหนึ่งในสาเหตุของภาวะตับวายเฉียบพลัน โดยเฉพาะการรับประทานยาเกินขนาด หรือใช้ยาเพื่อฆ่าตัวตาย อาการของตับวายเฉียบพลันที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่ 

  • มีอาการดีซ่าน ตัวเหลือง ตาเหลือง
  • ปวดท้องบริเวณด้านขวาบน
  • ท้องบวมน้ำ
  • คลื่นไส้ อาจเจียน
  • เหนื่อยล้า ไม่มีแรง 
  • สับสน มึนงง พูดจาไม่รู้เรื่อง
  • ปัสสาวะมีสีเข้ม อุจจาระมีสีเทา

พาราเซตามอลทำให้เกิดตับวายเฉียบพลันได้อย่างไร

ยาพาราสามารถก่อให้เกิดพิษต่อตับได้ในแบบ dose-dependent ซึ่งหมายถึงยิ่งใช้ยามากเท่าไรก็ยิ่งทำให้เกิดพิษต่อตับรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น

ปกติตับเป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่กำจัดสารพิษต่าง ๆ รวมถึงการกำจัดยาพาราเซตามอลออกจากร่างกาย โดยปกติตับจะกำจัดยาพาราเซตามอล 90% โดยใช้เอนไซม์ Glucouronidation sulfation แต่อีกประมาณ 10% ที่เหลือจะผ่านทางเอนไซม์ CYP2E1 ซึ่งจะได้สาร NAPQI ที่เป็นพิษต่อเนื่อเยื่อตับ

ถึงแม้ว่า NAPQI จะเป็นพิษต่อตับ แต่ถ้าใช้ยาพาราในขนาดปกติ ร่างกายก็ยังกำจัด NAPQI ด้วยการใช้กลูต้าไธโอน (GSH-dependent path) ไปจับกับ NAPQI กลายเป็นสารประกอบที่ไม่เป็นพิษ

แต่ถ้าใช้ยาเกินขนาด โดยเฉพาะเกินกว่า 4,000 มิลลิกรัมต่อวัน กระบวนการ GSH-dependent path จะไม่สามารถกำจัด NAPQI ได้ทัน จึงทำให้เกิดพิษต่อเนื้อเยื่อตับตามมา (hepatocyte necrosis) 

การรักษาภาวะตับวายจากยาพาราเซตามอล แพทย์จะใช้ N-Acetyl Cysteine (NAC) ซึ่งจะถูกเปลี่ยนแปลงเป็นกลูต้าไธโอนในร่างกาย แล้วไปจับกับ NAPQI นั่นเอง

โดยที่ NAC เป็นยาละลายเสมหะที่เรารู้จักกันอย่างดีนั่นเอง 

เอกสารอ้างอิง

Acetaminophen Tablet – FDA prescribing information, side effects and uses

พาราเซตามอล ขนาด 500 มิลลิกรัม ชนิดเม็ด – ข้อมูลยาสำหรับประชาชน

Acute liver failure – Symptoms and causes – Mayo Clinic

Yoon E, Babar A, Choudhary M, Kutner M, Pyrsopoulos N. Acetaminophen-Induced Hepatotoxicity: a Comprehensive Update. J Clin Transl Hepatol. 2016;4(2):131-42. 

Anadin Paracetamol Tablets – Summary of Product Characteristics (SmPC) – (eMC)

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *