ยากับหญิงตั้งครรภ์

ยา เป็นเหมือนดาบสองคม มีทั้งด้านดีและร้าย โดยใน ด้านดี คือ ทำให้เราหายป่วยจากโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ และบรรเทาอาการเจ็บป่วย และความทนทุกข์ทรมาน
แต่ในอีกด้านหนึ่ง ใน ด้านร้าย ยามีผลข้างเคียงที่รุนแรงน้อย ไปจนถึงรุนแรงมาก รวมไปถึงอาการแพ้ยาที่อาจเกิดขึ้นกับใครบางคน

สำหรับในหญิงตั้งครรภ์นั้น การเลือกใช้ยาเป็นสิ่งที่ต้องระวังเป็นอย่างมาก เนื่องจากเวลาที่คุณแม่รับประทานยาเข้าไปแล้ว ยาจะถูกดูดซึมทางลำไส้ เข้าสู่กระแสเลือด ซึ่งยาบางชนิดก็สามารถผ่านรก เข้าสู่ตัวลูกน้อยได้
ถึงแม้ว่ายาหลาย ๆ ตัว จะสามารถผ่านรกเข้าไปได้ แต่ยาบางตัวอาจไม่เกิดอันตรายต่อเด็กเลย แต่ก็มียาบางตัวที่ให้เกิดความผิดปกติ ทำเกิดความพิการต่อทารกในครรภ์ หรือบางครั้งยาที่แม่รับประทานเข้าไป ก็ทำให้เกิดผลบางอย่างต่อตัวแม่ ทำให้เกิดการแท้งได้เช่นกัน
pregnant ตั้งครรภ์ ท้อง คุณแม่ เด็ก

มีการแบ่งประเภทของยาสำหรับหญิงตั้งครรภ์อย่างไร

การแบ่งประเภทของยานั้น จะใช้ข้อมูลจากการศึกษาวิจัยทดลอง ทั้งในสัตว์ หรือสัตว์ที่ตั้งท้อง รวมถึงผลการใช้ยาในหญิงตั้งครรภ์
ตามองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (USFDA) แบ่งยาได้เป็น 5 ประเภท (category) คือ

ประเภท เอ (category A)

ยาในกลุ่มนี้มีการศึกษาและวิจัยในสตรีที่ตั้งครรภ์ในช่วง 3 เดือนแรก (ไตรมาสแรก) ไม่พบความเสี่ยงต่อทารกในครรภ์ และไม่พบความเสี่ยงที่เกิดขึ้นกับทารกในครรภ์ในไตรมาสต่อๆมา ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ต่ำที่ยาในกลุ่มนี้จะก่อให้เกิดอันตรายต่อลูกน้อยในท้องได้
ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ เช่น โฟลิค (folic acid)

ประเภท บี (category B)

ยามีการศึกษาทดลองในสัตว์แล้วไม่พบว่ามีความเสี่ยงต่อลูกของสัตว์ แต่ยังไม่มีการศึกษาแบบควบคุมในสตรีที่ตั้งครรภ์
หรือ การศึกษาในสัตว์ทดลองพบอันตรายบางประการ แต่อันตรายดังกล่าวยังไม่ได้รับการยืนยันจากการศึกษาแบบควบคุมในสตรีที่ตั้งครรภ์ไตรมาสแรก และก็ไม่พบว่ามีหลักฐานว่ามีอันตรายในไตรมาสต่อๆไป

การศึกษาแบบควบคุม (controlled study) คือ การทดลองที่ให้ยากับคน โดยมีการแบ่งคนเป็นกลุ่มๆ โดยมีกลุ่มที่ได้รับยาและกลุ่มที่ไม่ได้รับยา แล้วเอา 2 กลุ่มมาศึกษาเปรียบเทียบกัน

ยาที่จัดอยู่ในกลุ่มนี้ ได้แก่

  • อาม็อกซีซิลลิน (amoxicillin) ซึ่งเป็นยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย
  • ออนแดนซีตรอน (ondansetron) ซึ่งเป็นยาแก้อาเจียนแบบรุนแรง
  • เมทฟอร์มิน (metformin) เป็นยารักษาเบาหวาน
  • อินซูลิน (insulin) สำหรับเบาหวาน

ประเภท ซี (category C)

ยาในกลุ่มนี้มีการศึกษาในสัตว์ทดลองแล้วพบว่ามีอันตรายเกิดขึ้นบางประการ เช่น ลูกสัตว์ที่เกิดออกมามีความผิดปกติ หรือเกิดทารกวิรูป (teratogenic) ตัวอ่อนตาย แต่ยาในกลุ่มนี้ยังไม่มีการศึกษาวิจัยแบบควบคุมในสตรีตั้งครรภ์
การใช้ยาในกลุ่มนี้ควรใช้เฉพาะเมื่อการใช้ยามีประโยชน์มากกว่าผลเสียที่จะเกิดขึ้น ยาในกลุ่มนี้ เช่น

  • ยาฟลูโคนาโซล (fluconazole) สำหรับรักษาโรคติดเชื้อรา

ประเภท ดี (category D)

ยาในกลุ่มนี้ พบว่ามีหลักฐานจากการใช้ยาแล้วมีความเสี่ยงต่อทารก แต่อย่างไรก็ตามอาจจำเป็นต้องใช้ยาในกลุ่มนี้กับสตรีตั้งครรภ์เมื่อพิจารณาแล้วว่าประโยชน์ของยามากกว่าความเสี่ยง เช่น ในภาวะที่อันตรายถึงชีวิต หรือใช้ในโรคที่ร้ายแรงที่ไม่มียาอื่นๆใช้แทนได้
ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ เช่น

  • ยา paroxetime ที่ใช้ในภาวะซึมเศร้า
  • ยาลิเธียม (lithium) สำหรับรักษาไบโพลาร์ (bipolar)
  • ยากันชัก ฟีนีตอย หรือ ไดแลนติน (phenytoin หรือ dilantin)
  • และยารักษาโรคมะเร็งบางตัว

ประเภทเอ็กซ์ (category X)

มีการศึกษาในมนุษย์และสัตว์ทดลองพบว่า มีความผิดปกติเกิดขึ้นต่อทาก หรือจากประสบการณ์ที่มีการใช้ยาในคนท้องแล้วพบว่ายาก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อทารก โดยความเสี่ยงที่เกิดขึ้นมีมากกว่าประโยชน์ที่จะได้รับจากยาอย่างชัดเจน
ดังนั้น ยาในกล่มนี้จึงห้ามใช้ในสตรีที่ตั้งครรภ์หรือกำลังที่จะตั้งครรภ์
ยาในกลุ่มนี้ ได้แก่

  • ไอโซเตรติโนอิน (isotretinonin) สำหรับรักษาสิว
  • ทาลิโดไมด์ (thalidomide)

จะรู้ได้อย่างไรว่ายานี้อยู่ในประเภทไหน

  • ถ้าคุณไปซื้อยาที่ร้านขายยา สามารถถามเภสัชกรได้ คุณอาจจะได้ความรู้เรื่องยาเพิ่มขึ้น รวมถึงยังได้รับคำแนะนำเรื่องการดูแลตนเองในขณะตั้งครรภ์
  • ถ้าไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล คุณสามารถสอบถามบุคลากรทางการแพทย์ได้หลากหลายวิชาชีพ ทั้งแพทย์ พยาบาล และเภสัชกร
  • ถ้าคุณมียาอยู่ที่บ้านแล้ว ลองดูในกล่องใส่ยาว่ามีเอกสารกำกับยาหรือไม่ เพราะในนั้นจะระบุข้อมูลเกี่ยวกับยาทุกประการ

ช่วงที่ใช้ยาส่งผลต่อความผิดปกติของทารกหรือไม่

แน่นอน!  การใช้ยาที่มีผลต่อทารกในครรภ์ในช่วงที่ต่างกัน ส่งผลต่อเด็กต่างกัน เราจะแบ่งเป็น 3 ช่วง (คนละช่วงกับไตรมาส)

ช่วงที่ 1 ตั้งแต่เริ่มปฏิสนธิจนถึง 20 วันหลังปฏิสนธิ

  • ช่วงนี้เราเรียกว่า all-or-nothing คือ ถ้าคุณแม่รับประทานยาที่ส่งผลต่อทารกในช่วงนี้ จะส่งผลแค่ 2 ประการ คือ ไม่แท้งก็รอด
  • ตัวอ่อนหรือฟีตัส (fetus) ในช่วงนี้ มีความทนทานต่อการเกิดความผิดปกติต่าง ๆ
  • ถ้าคุณแม่เผลอรับประทานยาที่มีผลต่อเด็กเข้าไปในช่วงนี้ แล้วพ้น 20 วันไปแล้ว ไม่เกิดความผิดปกติ คุณแม่ก็สามารถวางใจได้ในระดับหนึ่ง

ช่วงที่ 2 ตั้งแต่ 3 ถึง 8 สัปดาห์หลังเริ่มปฏิสนธิ

  • ช่วงนี้เป็นช่วงที่ตัวอ่อนกำลังพัฒนาและสร้างอวัยวะสำคัญ จึงเป็นช่วงที่อันตรายที่สุด ถ้าคุณแม่เผลอกินยาที่ส่งผลให้เกิดความผิดปกติแล้วล่ะก็ เด็กที่เกิดมามีโอกาสสูงมากที่จะมีความผิดปกติของอวัยวะต่างๆ
  • ความผิดปกติที่เกิดขึ้น อาจเกิดขึ้นได้ที่หลายอวัยวะ เช่น นิ้วมือ นิ้วเท้า
  • ดังนั้นในช่วงนี้ถ้าเป็นไปได้ คุณแม่ไม่ควรใช้ยาที่ซื้อมาเองและไม่ควรใช้ยาที่คุณหมอไม่ได้ให้ตอนที่กำลังตั้งครรภ์

ช่วงที่ 3 ในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3

  • ในช่วงนี้ทารกมีพัฒนาการของอวัยวะต่างๆสมบูรณ์ดีแล้ว การใช้ยาที่ส่งผลต่อเด็กในช่วงนี้อาจส่งผลให้เกิดการเติบโตของอวัยวะได้ หรือมีความเสี่ยงที่จะเกิดความผิดปกติน้อย (unlikely)

จะเห็นว่าช่วงที่สำคัญที่สุด คือ ช่วงที่ 2 (ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 3 จนถึงสัปดาห์ที่ 8 หลังการปฏิสนธิ) ซึ่งยาที่รับประทานเข้าไป ถ้าอยู่ในกลุ่มที่มีอันตรายต่อทารกในครรภ์ เช่น category X ก็จะเพิ่มความเสี่ยงของความผิดปกติได้มาก
โดยทางที่ดีที่สุด คือ ในช่วงระหว่างการตั้งครรภ์ คุณแม่ไม่ควรหาซื้อยาใช้เอง ไม่ใช้ยาเก่าเก็บ ควรปรึกษาคุณหมอที่คุณแม่ไปฝากครรภ์ทุกครั้งที่จะใช้ยา หรือผลิตภัณฑ์ทางสุขภาพอื่น ๆ เช่น อาหารเสริม หรือสมุนไพร

จะปลอดภัยไหมถ้าจะใช้ยาในขณะตั้งครรภ์

คำตอบของคำถามนี้ไม่ชัดเจน ขึ้นกับหลาย ๆ ปัจจัย โดยเฉพาะข้อมูลประเภทของยาสำหรับหญิงตั้งครรภ์ แพทย์จะเลือกใช้ยาที่มีความปลอดภัยสูงที่สุดให้กับคุณแม่ ดังนั้นถ้าคุณกำลังตั้งครรภ์ หรือคิดว่ากำลังจะตั้งครรภ์ในเร็ว ๆ นี้ ทางที่ดีที่สุดคือ ปรึกษาแพทย์ เภสัชกร ทุกครั้งที่จะใช้ยา
เอกสารอ้างอิง
Merck Sharp & Dohme. Drug Use During Pregnancy [Internet]. Merckmanuals.com. 2015 [cited 13 June 2015]. Available from: https://www.merckmanuals.com/home/women-s-health-issues/drug-use-during-pregnancy/drug-use-during-pregnancy
Office on Women’s Health. Pregnancy and medicines fact sheet | womenshealth.gov [Internet]. Womenshealth.gov. 2015 [cited 13 June 2015]. Available from: http://www.womenshealth.gov/publications/our-publications/fact-sheet/pregnancy-medicines.html
แนวทางการจัดทำเอกสารกำกับยา กระทรวงสาธารณสุข

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *