โรคต่าง ๆ และการป้องกันโรค

ฝุ่นละออง PM 2.5 คืออะไร สาเหตุ ผลกระทบต่อสุขภาพ และการดูแลตัวเอง

หัวข้อที่ทุกคนในสังคมแทบจะต้องกล่าวถึง รวมถึงยังเป็นหัวข้อที่ทุกภาคส่วนต้องทำอะไรสักกันอย่าง ณ นาทีนี้ คงหนีไม่พ้นปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ที่ทวีความรุนแรงขึ้นในทุก ๆ ปี ตามความเจริญของประเทศที่เพิ่มขึ้น แต่ก็ยังสวนทางกับแนวทางการป้องกันและการแก้ไขปัญหาที่มีอยู่

ฝุ่นละออง PM 2.5 คืออะไร

เปรียบเทียบขนาดของฝุ่นละออง PM 2.5 ภาพจาก United States Environmental Protection Agency (US EPA)

PM 2.5 หรือ Fine Particle Matter 2.5 เป็นฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กมาก มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางน้อยกว่า 2.5 ไมครอน (ไมโครเมตร) หรือถ้าเทียบกับขนาดเส้นผมแล้ว ฝุ่นละออง PM 2.5 จะมีขนาดเล็กกว่าเส้นผมถึง 30 เท่า ซึ่งขนาดที่เล็กมากนี่เอง ที่ทำให้ฝุ่นละออง PM 2.5 เป็นต้นตอของปัญหาสุขภาพหลายประการ

สาเหตุของฝุ่นละออง PM 2.5 และมลภาวะอื่น ๆ 

ฝุ่นละออง PM 2.5 หรือฝุ่นที่มีขนาดเล็กว่า รวมถึงมลภาวะอื่น ๆ ทั้งฝุ่น PM 10 หรือก๊าซพิษต่าง ๆ สามารถเกิดขึ้นได้จากกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ รวมถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ

กิจกรรมของมนุษย์ที่เป็นปัจจัยสำคัญของปัญหาฝุ่นละออง ได้แก่ การปล่อยไอเสียของยานพาหนะ โดยเฉพาะเครื่องยนต์ดีเซลที่มีการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของฝุ่นละอองขนาดเล็กในเขตเมือง ควันจากโรงงานอุตสาหกรรม ฝุ่นละอองจากการก่อสร้างอาคาร การระเบิดภูเขาเพื่อทำเหมืองแร่ การผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงคาร์บอน การเผาเศษพืชและวัชพืชหลังจากการเก็บเกี่ยว รวมถึงการใช้ฟืนและถ่านไม้ในการประกอบอาหาร ส่วนสาเหตุที่มาจากธรรมชาติ ได้แก่ ไฟป่า การระเบิดของภูเขาไฟ เป็นต้น

ในประเทศไทยปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก มักเกิดขึ้นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ไปจนถึงเดือนมีนาคม โดยเกิดขึ้นจากปรากฎการณ์อุณหภูมิผักผัน (Temperature Inversion)

ฝุ่นละอองปกคลุมเมือง Almaty ประเทศคาซัคสถาน ภาพจาก Wikipedia

ปรากฎการณ์อุณหภูมิผกผันมักเกิดขึ้นในฤดูหนาวที่มีลมสงบนิ่งและอุณหภูมิของอากาศใกล้ผิวดินลดลงเร็วกว่าอากาศที่อยู่สูงขึ้นไป ทำให้เกิดสภาวะอากาศที่คล้ายกับโดมความร้อนปกคลุมอยู่ในบรรยากาศเบื้องบน ปิดกั้นการถ่ายเทและการลอยตัวของฝุ่นละอองในช่วงกลางคืน ทำให้เกิดฝุ่นละอองสะสมในช่วงกลางคืนจนถึงช่วงเช้า และจะค่อย ๆ ลดลงในช่วงบ่ายเมื่ออากาศบริเวณผิวโลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น เนื่องจากการถ่ายเทอากาศเป็นไปอย่างปกติ

นอกจากนี้ปรากฎการณ์หมอกควันพิษข้ามพรมแดนในภูมิภาคอาเซียน (ASEAN Transboundary Haze Pollution) ยังถือว่าเป็นสาเหตุสำคัญของฝุ่นละอองที่เกิดขึ้นในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ในกรณีนี้การร่วมมือในการแก้ปัญหาจึงมีส่วนสำคัญ

ผลกระทบของฝุ่นละออง PM 2.5 ต่อสุขภาพ

ใครที่ติดตามข่าวสารคงจะเคยได้ยินข่าวว่า ผู้ที่อยู่อาศัยในเขตที่ได้รับผลกระทบจากฝุ่น PM 2.5 มีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ ในบางรายถึงขึ้นเสมหะมีเลือดปน เนื่องจากขนาดที่เล็กมาก ทำให้ฝุ่นละอองเหล่านี้ สามารถเข้าไปในทางเดินหายใจส่วนลึกรวมถึงในเนื้อเยื่อปอด และผ่านผนังหลอดเลือดเข้าสู่กระแสเลือดได้

ผลกระทบระยะสั้นของฝุ่นละออง PM 2.5 ได้แก่ อาการระคายเคืองต่าง ๆ ตาแดง น้ำตาไหล ไอ จาม แสบจมูก คัดจมูก หรืออาจมีน้ำมูกใส ๆ นอกจากนี้คนที่เป็นโรคหอบหืดหรือมีความผิดปกติของระบบหัวใจและหลอดเลือด ก็อาจทำให้มีอาการกำเริบได้ และยังมีผลวิจัยพบอีกว่า อัตราการเข้านอนโรงพยาบาลของคนในกลุ่มนี้ยังเพิ่มขึ้นอีกด้วย

ส่วนผลกระทบระยะยาวของฝุ่นละออง PM 2.5 ได้แก่ ภาวะหลอดลมอักเสบเรื้อรัง (chronic bronchitis) ประสิทธิภาพการทำงานของปอดลดลง และยังเพิ่มความเสี่ยงของโรคมะเร็งปอดอีกด้วย

สำหรับกลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสได้รับผลกระทบจากปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 มากที่สุด จะเป็นกลุ่มเด็ก ผู้สูงอายุ รวมถึงคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับทางเดินหายใจและระบบไหลเวียนเลือดอยู่ก่อนแล้ว

ระดับฝุ่นละออง PM 2.5 ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้กำหนดค่ามาตรฐานคุณภาพอากาศสำหรับฝุ่นละออง PM 2.5 ไว้ที่ไม่เกิน 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรใน 24 ชั่วโมง และไม่เกิน 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรใน 1 ปี ซึ่งการอยู่อาศัยในบริเวณที่มีฝุ่นละออง PM 2.5 เกินมาตรฐานดังกล่าว ก็อาจทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพได้

นอกจากนี้ยังสามารถแบ่งระดับผลกระทบต่อสุขภาพของฝุ่นละออง PM 2.5 ตามปริมาณค่าฝุ่นละอองที่วัดได้ภายใน 24 ชั่วโมง (ref: Environment Protection Authority Victoria – EPA Victoria) ได้ดังนี้

  • ผลกระทบต่อสุขภาพต่ำ (low) มีปริมาณฝุ่นละออง PM 2.5 ที่ 0 – 8.9 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
  • ผลกระทบต่อสุขภาพปานกลาง (moderate) มีปริมาณฝุ่นละออง PM 2.5 ที่ 9.0 – 25.9 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
  • ไม่ปลอดภัยสำหรับกลุ่มเสี่ยง (unhealthy – sensitive) เช่น คนสูงอายุ เด็ก หรือมีโรคในระบบหายใจและระบบไหลเวียนเลือด มีปริมาณฝุ่นละออง PM 2.5 ที่ 26.0 – 39.9 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
  • ไม่ปลอดภัยต่อสุขภาพ (unhealthy – all) มีปริมาณฝุ่นละออง PM 2.5 ที่ 40.0 -106.9 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
  • ไม่ปลอดภัยต่อสุขภาพอย่างมาก (very unhealthy – all) มีปริมาณฝุ่นละออง PM 2.5 ที่ 107.0 – 177.9 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
  • อันตรายต่อสุขภาพ (hazardous) มีปริมาณฝุ่นละออง PM 2.5 มากกว่า 177.9 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
  • อันตรายต่อสุขภาพอย่างมาก (extreme hazardous) มีปริมาณฝุ่นละออง PM 2.5 มากกว่า 250 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

สำหรับในประเทศไทย กองจัดการคุณภาพอากาศและเสียง กรมควบคุมมลพิษ ได้ใช้ดัชนีคุณภาพอากาศ (Air Quality Index หรือ AQI) โดยเป็นค่าที่แสดงคุณภาพของอากาศโดยรวม โดยคำนึงถึงมลภาวะหลาย ๆ ชนิด ทั้งฝุ่นละออง PM 2.5 ฝุ่นละออง PM 10 ก๊าซโอโซน (Ozone) ก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซด์ (Carbon monoxide) เป็นต้น

Air Quality Index (AQI)

AQI 0 – 25 คุณภาพอากาศดีมาก

AQI 26 – 50 คุณภาพอากาศดี สามารถทำกิจกรรมกลางแจ้งได้ตามปกติ

AQI 51 – 100 คุณภาพอากาศปานกลาง คนสุขภาพดีสามารถทำกิจกรรมกลางแจ้งได้ตามปกติ แต่คนกลุ่มเสี่ยง ถ้ามีอาการไอ หายใจลำบาก ระคายเคืองตา ควรลดระยะเวลาการอยู่กลางแจ้ง

AQI 101 -200 คุณภาพอากาศเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ ควรลดการทำกิจกรรมกลางแจ้ง อาจใช้อุปกรณ์ป้องกัน เช่น หน้ากากอนามัย คนกลุ่มเสี่ยงถ้ามีอาการผิดปกติ เช่น แน่นหน้าอก ปวดหัว คลื่นไส้ หัวใจเต้นไม่เป็นปกติ ควรไปพบแพทย์

AQI 201 ขึ้นไป คุณภาพของอากาศส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง ใช้อุปกรณ์ป้องกัน ถ้ามีอาการผิดปกติควรไปพบแพทย์

โดยคุณภาพอากาศในระดับที่เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ (AQI 101 – 200) จะมีปริมาณฝุ่นละออง PM 2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมงต่อเนื่องตั้งแต่ 51 – 90 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

ส่วนคุณภาพอากาศที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ (AQI 201 ขึ้นไป) จะมีปริมาณฝุ่นละออง PM 2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมงต่อเนื่องที่ 91 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรขึ้นไป

จะรู้ได้อย่างไรว่าคุณภาพของอากาศเริ่มแย่ลง

การสังเกตอากาศอย่างคร่าว ๆ ก็สามารถทำให้เรารู้ถึงคุณภาพอากาศได้ ถ้ามีปริมาณฝุ่นละออง PM 2.5 เพิ่มสูงขึ้น ความสามารถในการมองเห็นระยะไกลจะลดลง อากาศคล้ายปกคลุมด้วยหมอก ซึ่งความแตกต่างระหว่างหมอกกับฝุ่น PM 2.5 ที่เห็นได้ชัด คือ หมอกที่เกิดจากไอน้ำ จะระเหยหายไปในช่วงสาย ๆ แต่ฝุ่นละอองจะคงอยู่ตลอดทั้งวัน และยิ่งวันไหนที่อากาศนิ่ง ลมสงบ หรือมีอากาศเย็น ก็จะทำให้ฝุ่นละอองและมลภาวะต่าง ๆ ไม่ลอยไปที่อื่น ทำให้ปริมาณมลพิษสะสมเพิ่มขึ้น

การติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะข้อมูลจากหน่วยงานราชการ ทั้งการติดตามจากเว็บไซต์ รวมถึงการใช้แอพพลิเคชันต่าง ๆ ก็จะทำให้เราสามารถทราบถึงคุณภาพของอากาศในวันนั้น ๆ ได้

เว็บไซต์รายงานสถานการณ์และคุณภาพอากาศประเทศไทย ที่จัดทำโดยกองจัดการคุณภาพอากาศและเสียง กรมควบคุมมลพิษ ถึงแม้ว่ายังไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศไทย แต่ก็อาจถือได้ว่าเป็นแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือที่สุด จะรายงานเป็นค่า AQI สามารถดูค่ามลพิษย้อนหลังรายชั่วโมงได้ นอกจากนี้ยังจัดทำแอพพลิเคชัน Air4Thai สำหรับสมาร์ทโฟน ทั้งระบบแอนดรอยด์ (Android) และไอโอเอส (iOS)

นอกจากนี้ยังมีแอพพลิเคชัน AirVisual Air Quality Forecast ที่สามารถตรวจสอบคุณภาพอากาศได้ทั่วประเทศไทยและทั่วโลก โดยรายงานเป็นค่า AQI ซึ่งได้จากการจำลองโมเดลข้อมูลที่ได้จากดาวเทียม สามารถบอกรายละเอียดคุณภาพอากาศเป็นรายชั่วโมงและคุณภาพอากาศล่วงหน้า บอกทิศทางและความเร็วลม และอุณหภูมิรายชั่วโมงและรายวัน สามารถดาวน์โหลด AirVisual Air Quality Forecast ได้ทั้งระบบแอนดรอยด์และไอโอเอส

แนวทางการดูแลตนเอง

ในสภาวะที่คุณภาพของอากาศย่ำแย่ การหลีกเลี่ยงกิจกรรมภายนอกบ้าน หรือการใช้หน้ากากอนามัย N95 จะช่วยลดการหายใจเอาฝุ่นละอองขนาดเล็กเข้าสู่ร่างกายได้

หน้ากากอนามัย N95 คืออะไร

หน้ากากอนามัย N95 เป็นหน้ากากอนามัยที่ตรงตามมาตรฐาน 42CFR Part 84 ของสหรัฐอเมริกา โดยมีความสามารถในการกรองอนุภาคที่ 0.3 ไมครอน ได้ถึงร้อยละ 95 จึงทำให้หน้ากากอนามัย N95 มีประสิทธิภาพในการกรองฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ที่มีขนาดอนุภาคใหญ่กว่าได้ ถึงกว่าร้อยละ 99 เมื่อเทียบกับหน้ากากอนามัยแบบปกติ ที่ป้องกันได้เพียงร้อยละ 40

อย่างไรก็ตามการสวมใส่หน้ากากอนามัยอย่างถูกต้องและการใช้อย่างเหมาะสม ก็เป็นหนึ่งในปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพของหน้ากาก N95 ด้วย ควรเปลี่ยนหน้ากาก N95 ตามระยะเวลาที่กำหนด โดยทั่วไปจะเป็น 24 ชั่วโมง แต่ก็อาจยืดหยุ่นได้บ้าง และควรเปลี่ยนทันทีที่หน้ากากเสื่อมสภาพ เช่น เปียกเหงื่อ หรือมีการฉีกขาด

ถ้าไม่มีหน้ากากอนามัย N95 จะทำอย่างไรดี

เนื่องจากหน้ากากอนามัย N95 มีราคาสูงประมาณหนึ่ง อีกทั้งในช่วงที่อากาศเลวร้ายยังหาซื้อได้ยากอีกด้วย อาจแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการใช้หน้ากากอนามัยแบบปกติ แล้ววางซ้อนด้วยกระดาษชำระ 2 ชั้น สามารถป้องกันฝุ่นละอองได้ร้อยละ 90 หรืออาจใช้หน้ากากอนามัยแบบปกติซ้อนกัน 2 ชั้น ก็สามารถป้องกันฝุ่นละอองได้ร้อยละ 80

นอกจากนี้การงดทำกิจกรรมกลางแจ้งในวันที่มีปริมาณฝุ่นสูง การอยู่ในห้องปรับอากาศ หรือห้องที่มีเครื่องฟอกหรือกรองอากาศ ก็จะช่วยป้องกันอันตรายจากฝุ่นละออง PM 2.5 ได้เช่นกัน

ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 (Fine Particle Matter 2.5) เป็นปัญหาระดับชาติที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งการแก้ไขปัญหาในระดับชาติ อาจไม่ทันต่อผลกระทบกับสุขภาพที่เกิดขึ้น การดูแลตัวเอง เช่น การใช้หน้ากากอนามัย การงดออกไปอยู่ในที่แจ้งในวันที่มีฝุ่นหนาแน่น รวมถึงการช่วยลดการปลดปล่อยฝุ่นละออง PM 2.5 เช่น การใช้ระบบขนส่งสาธารณะ การปฏิบัติตามกฎหมายสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด การไม่เผาเศษวัชพืชและเศษพืชหลังฤดูเก็บเกี่ยว ก็จะช่วยป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ได้อย่างยั่งยืน

ข้อมูลอ้างอิง

Ambient (outdoor) air quality and health – WHO

PM2.5 particles in air – Environment Protection Authority Victoria  EPA Victoria

Fine Particles (PM 2.5) Questions and Answers

ปรากฏการณ์อุณหภูมิผกผัน – STEM.in.th

มาตรฐานหน้ากากกรองอนุภาค

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *