ปวดฟันทำไงดี ยาแก้ปวดฟันมีอะไรบ้าง และถ้าปวดฟันมากควรทำอย่างไร

Categories old article archivePosted on

อาการปวดฟันเป็นอาการที่สามารถพบได้บ่อย เกิดขึ้นได้ในทุกเพศทุกวัย สาเหตุของอาการปวดฟันมีได้หลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นความผิดปกติของฟันและเหงือกเอง หรือบางครั้งก็เกิดขึ้นโดยผลของความเจ็บป่วยบริเวณอื่น ๆ มาดูกันว่าสาเหตุของอาการปวดฟัน การรักษาอาการปวดฟัน ยาแก้ปวดฟัน รวมถึงการป้องกันและรักษาสุขภาพในช่องปาก สามารถทำได้อย่างไรบ้าง

 

สาเหตุของอาการปวดฟัน

อาการปวดฟันเกิดขึ้นจากเส้นประสาทบริเวณรากฟัน หรือรอบ ๆ รากฟันซึ่งไวต่อความรู้สึกได้รับการกระตุ้นจากสาเหตุต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการติดเชื้อ หรือภาวะอักเสบของเหงือก เป็นต้น
สาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้เกิดอาการปวดฟัน ได้แก่

  • การติดเชื้อแบคทีเรีย
  • การแตก การบิ่นของฟัน
  • โรคเหงือกอักเสบ
  • ฟันผุ
  • การบาดเจ็บของเนื้อเยื่อฟัน และเนื้อเยื่อรอบ ๆ
  • ฟันคุด

นอกจากนี้ การบาดเจ็บหรือความเจ็บป่วยอื่น ๆ โดยเฉพาะบนใบหน้า อาจส่งผลทำให้เกิดความเจ็บปวดที่บริเวณฟันได้ โดยเฉพาะการบาดเจ็บที่ขากรรไกร และไซนัสอักเสบ
 
ปวดฟันอย่างไร แบบไหน ที่ควรไปพบทันตแพทย์ทันที

  • ปวดฟันอย่างรุนแรงในขณะเคี้ยวอาหาร
  • ปวดฟันร่วมกับมีเลือดออกหรือมีสารคัดหลั่งออกมาจากฟันหรือเหงือก
  • มีอาการบวมของเหงือกรอบ ๆ ฟัน และขากรรไกร
  • ปวดฟันหลักจากการได้รับบาดเจ็บหรืออุบัติเหตุที่รุนแรง ตรงบริเวณฟันหรือช่องปาก
  • อาการปวดร้าวบริเวณฟันและขากรรไกร ร่วมกับภาวะเจ็บหน้าอก อาจเกิดจากโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน
  • ปวดฟันอย่างรุนแรง ร่วมกับมีไข้สูง คลื่นไส้ อาจเจียน ปวดศีรษะ
  • กินยาแก้ปวดฟัน แล้วไม่ดีขึ้น อาการรุนแรงมากขึ้น

ยาแก้ปวดฟัน มียาอะไรบ้าง

ในกรณีที่อาการปวดฟันไม่รุนแรง หรือไม่มีความผิดปกติอื่น ๆ ร่วมด้วย ก็อาจใช้ยาแก้ปวดฟันเพื่อบรรเทาอาการความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม หลังจากกินยาแก้ปวดฟันแล้ว ถึงแม้ว่าอาการจะดึขึ้น แต่ก็ควรไปพบทันตแพทย์ เพื่อหาสาเหตุจริง ๆ ที่ทำให้ปวดฟัน
ก่อนใช้ยาแก้ปวดฟันทุกครั้ง ควรใช้ยาโดยปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ เช่น แพทย์ ทันตแพทย์ หรือเภสัชกร ก่อนทุกครั้ง เพื่อใช้ยาในขนาดที่ถูกต้อง ถูกเวลา และหลีกเลี่ยงอาการแพ้ยาที่อาจเกิดขึ้นได้

ยาพาราเซตามอล (Paracetamol)

ยาพาราเซตามอล (paracetamol) เป็นยาแก้ปวดฟันพื้นฐาน ทานครั้งละ 1 เม็ด ทุก 4 – 6 ชั่วโมง ไม่ควรทานเกินวันละ 4 กรัม หรือ 8 เม็ด (เม็ดละ 500 มิลลิกรัม)

ยาในกลุ่มยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่ยาสเตียรอยด์ (NSAIDs)

ยาแก้ปวดฟันในกลุ่มยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่ยาเตียรอยด์ (NSAIDs) มีฤทธิ์แก้อักเสบ แก้ปวด และสามารถลดไข้ได้ ยกตัวอย่างเช่น ยาไอบูโพรเฟน (ibuprofen) ยาไดโคลฟีแนค (diclofenac) ยานาโปรเซน (naproxen) รวมถึงยาแอสไพริน (aspirin)
ยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen)

  • โดยทั่วไปจะมีขนาด 400 มิลลิกรัมต่อเม็ด รับประทานวันละ 3 – 4 ครั้ง ครั้งละ 1 เม็ด หลังอาหารทันที

ยาไดโคลฟีแนค (Diclofenac)

  •  โดยทั่วไปมีขนาด 25 หรือ 50 มิลลิกรัมต่อเม็ด รับประทานครั้งละ 1 เม็ด วันละ 3 – 4 ครั้ง แต่ไม่ควรเกิน 150 มิลลิกรัมต่อวัน เนื่องจากฤทธิ์แก้ปวดไม่ได้มากขึ้น แต่จะส่งผลเพิ่มอาการข้างเคียงต่อระบบทางเดินอาหาร และควรรับประทานหลังอาหารทันทีเช่นเดียวกับยาไอบูโพรเฟน

ยาเมฟีนามิคแอซิด (Mefenamic Acid)

  • ส่วนใหญ่รู้จักกันในชื่อ “พอนสแตน 500” มักใช้รักษาอาการปวดประจำเดือน แต่ก็สามารถรักษาอาการปวดฟันได้เช่นเดียวกัน เนื่องจากเป็นยาในกลุ่มเดียวกับไอบูโพรเฟนและไดโคลฟีแนค รับประทานครั้งละ 1 เม็ด วันละ 3 ครั้ง หลังอาหารทันที

ข้อควรระวังในการใช้ยาแก้ปวดฟันในกลุ่มยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่ยาสเตียรอยด์

  • สตรีมีครรภ์ไตรมาสสุดท้าย ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยานี้
  • ผู้ที่เคยมีภาวะเลือดออกในทางเดินอาหาร ลำไส้ทะลุ
  • คนที่เป็นโรคกระเพาะ กรดไหลย้อน เมื่อให้ยาในกลุ่มนี้ อาจทำให้อาการกำเริบ หรือรุนแรงมากขึ้น
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาในผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับตับและไตอย่างรุนแรง
  • ยาในกลุ่มนี้อาจทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ของภาวะบวมน้ำ ควรหลีกเลี่ยงการใช้ในผู้ที่เป็นโรคหัวใจ หรือไตทำงานผิดปกติ

ยาชาเฉพาะที่ (Local Anesthesia)

ยาชาเฉพาะที่ เอ็ม.16

มักเป็นตัวยาลิโดเคน (Lidocain) ออกฤทธิ์เป็นยาชา ทำให้ลดความเจ็บปวดได้ เป็นยาใช้เฉพาะที่บริเวณที่มีอาการปวด โดยให้ทายาชาตรงบริเวณที่ปวด ก็จะสามารถระงับอาการปวดได้อย่างรวดเร็ว ยี่ห้อที่มีจำหน่าย เช่น เอ็ม.16 (M.16)
นอกจากนี้ ยังสามารถแก้ปวดฟัน ได้โดยใช้วิธีอื่น ๆ เช่นการประคบเย็น จะช่วยลดความเจ็บปวด ลดอาการอักเสบ
ไม่ควรซื้อยาฆ่าเชื้อหรือยาปฏิชีวนะกินเอง เนื่องจากยาในกลุ่มนี้ไม่มีฤทธิ์แก้ปวดหรือแก้อักเสบ ควรใช้เมื่ออาการปวดฟันเกิดจากการติดเชื้อเท่านั้น

การป้องกันอาการปวดฟัน

  • แปรงฟันหลังอาหารทุกมื้อ หรืออย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เช้า เย็น
  • ควรใช้ไหมขัดฟันหลังทานอาหารทุกครั้ง
  • เลือกใช้ยาสีฟันที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์
  • ไปพบทันตแพทย์ทุก ๆ 3 ถึง 6 เดือน เพื่อรับการตรวจสุขภาพช่องปาก
  • ไม่เคี้ยว ไม่กัด อาหารที่แข็งหรือเหนียวจนเกินไป

อาการปวดฟันสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ในกรณีที่อาการไม่รุนแรง สามารถใช้ยาแก้ปวดฟันบรรเทาอาการปวดฟันได้ แต่ถ้าอาการไม่ดีขึ้น หรืออาการปวดฟันรุนแรงมาก ร่วมกับมีการติดเชื้อ อาการบวม และมีหนอง ควรรีบปรึกษาทันตแพทย์โดยเร็ว เพราะการปล่อยไว้นาน อาจทำให้ปัญหาลุกลาม และอาจสูญเสียฟันในที่สุด
Reference ::
Toothaches: Causes, Treatments and Prevention on WebMD
Drug Monograph และเอกสารกำกับยาแต่ละตัว

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *