ดีปลี สรรพคุณดีปลีมีอะไรบ้าง ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ และดีปลีในตำรายาไทย

ดีปลี (Piper retrofractum Vahl ) เป็นพืชสมุนไพรในวงศ์พริกไทย มีสรรพคุณหลายอย่าง โดยเฉพาะสรรพคุณที่เกี่ยวข้องกับการบรรเทาอาการไอและระคายคอจากเสมหะ นอกจากนี้ดีปลียังอยู่ในตำรับยาในบัญชียาจากสมุนไพร เช่น ยาหอมนวโกฐ ยาธาตุบรรจบ ยาประสะไพล เป็นต้น

ข้อมูลทางพฤกษศาสตร์ของดีปลี

ชื่อวงศ์: PIPERACEAE
ชื่อวิทยาศาสตร์: Piper retrofractum Vahl
ชื่อในภาษาอังกฤษ: Long pepper
ชื่อท้องถิ่น: ดีปลีเชือก (ภาคใต้) ประดงข้อ ปานนุ (ภาคกลาง)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของดีปลี
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของดีปลี By Francisco Manuel Blanco (O.S.A.) [Public domain], via Wikimedia Commons
ดีปลี CC-BY-SA-3.0 (http://creativecommons.org/licenses/by-sa/3.0/)], from Wikimedia Commons
ต้นดีปลี

ลักษณะโดยทั่วไป: ดีปลี เป็นไม้เลื้อยหรือไม้เถา ขึ้นเลื้อยพันต้นไม้อื่น
ลักษณะของลำต้น: ล้ำต้นหรือเถามีลักษณะเป็นทรงกระบอกค่อนข้างกลม เนื้อลำต้นเปราะ ไม่มีลาย ที่ข้อจะมีรากสำหรับยืดเกาะ
ลักษณะของใบ: ใบเดี่ยว เรียงสลับตามข้อ ใบเป็นรูปไข่แกรมขอบขนาน ปลายแหลม โคนใบเบี้ยว ใบมีความกว้าง 3 ถึง 5 เซนติเมตร ยาว 7 ถึง 10 เซนติเมตร ใบมีสีเขียวเข้ม หลังใบมีลักษณะมัน มีขนปกคลุมเล็กน้อย
ลักษณะของดอก: ดอกออกเป็นช่อทรงกระบอกกลม ยาว 1 ถึง 2 นิ้ว ออกตรงข้ามกับใบ เมื่อดอกแก่จะมีสีเหลืองอมแดง ดอกเพศผู้กับดอกเพศเมียอยู่กันคนละต้น
ลักษณะของผล: ผลจะติดกันแน่นบนแกนช่อ ช่อผลยาว 2.5 ถึง 5 เซนติเมตร เริ่มแรกจะมีสีเขียว แต่เมื่อสุกจะมีสีน้ำตาลแกมแดง มีรสเผ็ดร้อน

ผลดีปลีแห้ง

นิเวศวิทยา: ชอบดินร่วน ทนความแห้งแล้งได้ดี มักนิยมปลูกในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ประเทศไทย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย
การขยายพันธุ์: เพาะเมล็ด และปักชำเถา

สารสำคัญในดีปลีและฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา

  • ผลดีปลีประกอบไปด้วยน้ำ 18% ไขมัน 2.97% ใยอาหาร 28.8% คาร์โบไฮเดรต 63.4% โปรตีนและสารประกอบที่มีธาตุไนโตรเจน 11.4% และดีปลี 100 กรัม ให้พลังงาน 326 kcal
  • แร่ธาตุที่พบในปริมาณสูง ได้แก่ potassium (K), calcium (Ca), phosphor (P), and magnesium (Mg) โดยปริมาณแต่ละแร่ธาตุมีดังต่อไปนี้ 1,361.03±24.00, 414.97±5.85, 203.30±0.26 และ 166.4±0.8 mg/100 g ของน้ำหนักแห้ง ตามลำดับ
  • สารพฤกษเคมี (phytochemicals) ที่พบในดีปลี ได้แก่ quinone, sterols, glycosides, flavones, tanin และ alkaloids โดยปริมาณของสารพฤกษเคมีแต่ละชนิดจากดีปลี ขึ้นกับสารละลายที่ใช้สกัด
  • สารกลุ่มอัลคาลอยด์ (alkaloids) ในดีปลีแห้งพบ pipeline ประมาณ 4-6% และยังพบ piperidine, piplartine, sesamin ส่วนในรากพบ piperlongumine โดยสารในกลุ่มแอลคาลอยด์จากดีปลี พบว่ามีฤทธิ์ช่วยย่อยอาหาร ลดอาการจุกเสียด ช่วยขับลม ขับน้ำดี และลดอาการท้องเสีย
  • น้ำมันหอมระเหย (volatile oils) พบ 1% ประกอบไปด้วย thujene, terpinolene, p-cymene, dihydrocarveol และ zingiberine

สรรพคุณดีปลีจากงานศึกษาวิจัย

  • สาร piperidine ซึ่งเป็นสารกลุ่มอัลคาลอยด์ พบว่ามีสรรพคุณในการลดไขมัน คอเลสเตอรอล แอลดีแอล (LDL) รวมถึงการลดไขมันสะสมในตับในสัตว์ทดลอง
  • สารสกัดจากผลดีปลี สามารถช่วยลดภาวะอักเสบเฉียบพลันในระดับต่ำจนถึงปานกลาง รวมถึงลดอาการบวมซึ่งเกิดจากการกระตุ้นการอักเสบในสัตว์ทดลอง
  • จากการทดลองระงับปวดในสัตว์ทดลอง พบว่าสารสกัดจากดีปลีสามารถยับยั้งอาการปวดได้
  • สารพฤกษเคมีในดีปลี เช่น piperine และ pipernonaline พบว่ามีฤทธิ์ต้านการเกิดแผลในกระเพาะอาหารของสัตว์ทดลอง
  • สารสกัดจากดีปลีมีฤทธิ์ลดอาการวิตกกังวลในหนูทดลอง
  • การทดลองในหลอดทดลองพบว่า สารสกัดจากดีปลียังมีฤทธิ์ต้านเชื้อราและฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็ง

สรรพคุณดีปลี และวิธีการใช้ดีปลีในตำรายาไทย

ส่วนที่ใช้เป็นยา: ผลที่แก่จัด แต่ยังไม่สุก แล้วนำมาตากให้แห้ง

  • ผลดีปลี มีรสเผ็ดร้อน ขม ช่วยลดอาการไอ อาการระคายคอจากเสมหะ ลดอาการหืด แก้อาการหลอดลมอักเสบ ลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ช่วยขับลม แก้คลื่นไส้อาเจียน แก้วิงเวียน ใช้เป็นยาขับระดู ยาขับพยาธิ ยารักษาริดสีดวง ยาบำรุงธาตุ อีกทั้งยังนำมาทาภายนอก รักษาอาการปวดกล้ามเนื้อ ลดอักเสบ บวม และฟกช้ำ
  • ใบ มีรสเผ็ดร้อน ช่วยขับลม ช่วยย่อย ใบสดนำมาตำผสมกับเหล้า พอกแก้ฟกช้ำ
  • เถา มีรสเผ็ดร้อน ช่วยลดอาการปวดท้อง แก้จุกเสียด ริดสีดวงทวาร แก้ลม เจริญอาหาร ลดอาการกล้ามเนือเรียบหดเกร็ง
  • เถาและกิ่ง นำมาฝนกับน้ำ ช่วยแก้อาการปวดฟัน ลดอาการฟกช้ำและบวม
  • รากสด ตำผสมเหล้า พอกลดอาการฟกช้ำได้
  • ดอก ลดอาการท้องร่วง ขับลม ริดสีดวง เพิ่มความอยากอาหาร รักษาอาการวิงเวียน
  • ราก มีรสเผ็ดร้อน แก้เส้น แก้หืด แก้ไอ วิงเวียน ปวดท้อง

นอกจากนี้ดีปลียังจัดอยู่ในพิกัดยาไทยหลายพิกัด ซึ่งมักจะเป็นพิกัดยาที่มีรสเผ็ดร้อน ได้แก่

  • พิกัดตรีกฎุก
  • พิกัดตรีสันนิบาตผล
  • พิกัดตัวยาเผ็ดร้อน 6 ชนิด
  • พิกัดเบญจกูล

ในตำรับยาอาภิสะ ซึ่งเป็นตำรับยาพระโอสถพระนารายณ์ เป็นตำรับที่ช่วยรักษาริดสีดวง อาการเสมหะ ไอ รวมถึงอาการผอมแห้ง ก็มีดีปลีเป็นองค์ประกอบอยู่เช่นกัน

สรรพคุณดีปลี และวิธีการใช้ดีปลีในงานสาธารณสุขมูลฐาน

ดีปลีกับการรักษาอาการไอ ระคายคอจากเสมหะ

  • ใช้ผลแห้งของดีปลี ประมาณครึ่งผลจนถึงหนึ่งผล นำมาฝนกับน้ำมะนาว แทรกเกลือ แล้วใช้กวาดคอลดอาการไอ หรือจะจิบบ่อย ๆ ก็ได้

ดีปลีกับการรักษาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และแน่นจุกเสียด

  • ใช้ผลแก่แห้ง 10 ผล หรือ 1 กำมือ หรือใช้ทั้งเถาของดีปลี นำมาต้มกับน้ำครึ่งลิตร 10 – 15 นาที แล้วดื่มเพื่อแก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ

ดีปลีในบัญชียาจากสมุนไพร จากบัญชียาหลักแห่งชาติ

ในบัญชียาจากสมุนไพร ดีปลีถูกเป็นส่วนประกอบของยาแผนไทยหรือยาแผนโบราณหลายตำรับ ได้แก่

  • ยาหอมนวโกฐ
  • ยาธาตุบรรจบ
  • ยาประสะกานพลู
  • ยาประสะไพล
  • ยาเบญจกูล

ข้อมูลความปลอดภัยของดีปลี

ดีปลีอาจทำให้เกิดร้อนในในคนที่มีไข้ ทำให้กระเพาะอาหารอักเสบ รวมถึงอาจแสบร้อนเวลาถ่ายหนัก และควรระวังในหญิงที่ตั้งครรภ์ เพราะอาจทำให้แท้งลูกได้

เอกสารอ้างอิง

1. สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. สมุนไพรที่ใช้ในงานสาธารณสุขมูลฐาน. http://www.medplant.mahidol.ac.th/pubhealth/index.asp (accessed 5 April 2018).
2. โชติอนันต์ และคณะ. สมุนไพรไทยสำหรับงานสาธารณสุขมูลฐาน. กรุงเทพฯ: ดวงกมลพับลิชชิ่ง; 2553.
3. มาโนช วามานนท์, เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ, บรรณาธิการ. ยาสมุนไพร สำหรับงานสาธารณสุขมูลฐาน, พิมพ์ครั้งที่ 1 ed. กรุงเทพฯ: ดวงกมลพับลิชชิ่ง; 2537.
4. ดีปลี – ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ ม.อุบล : phargarden.com [Internet]. Phargarden.com. 2010 [cited 7 April 2018]. Available from: http://www.phargarden.com/main.php?action=viewpage&pid=223
5. ดีปลี – ฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์ ม.อุบล : thaicrudedrug.com [Internet]. Thaicrudedrug.com. 2010 [cited 7 April 2018]. Available from: http://www.thaicrudedrug.com/main.php?action=viewpage&pid=58
6. Jadid N, Arraniry BA, Hidayati D, Purwani KI, Wikanta W, Hartanti SR, et al. Proximate composition, nutritional values and phytochemical screening of Piper retrofractum vahl. fruits. Asian Pac J Trop Biomed [serial online] 2018 [cited 2018 Apr 7];8:37-43. Available from: http://www.apjtb.org/text.asp?2018/8/1/37/221136

Facebook Comments

ใส่ความเห็น