ขมิ้นชัน ผงขมิ้น ขมิ้นชันแคปซูล สรรพคุณขมิ้นชันมีอะไรบ้าง วิธีใช้ขมิ้นชัน

ขมิ้นชัน (Curcuma longa L. ) เป็นพืชสมุนไพรที่อยู่คู่กับการแพทย์แผนโบราณ ขมิ้นชันมีสรรพคุณทางยามากมาย อีกทั้งคนไทยใช้ประโยชน์จากขมิ้นชันอย่างหลากหลาย และยังนำมาแปรรูปเป็นสมุนไพรในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ผงขมิ้น ขมิ้นชันแคปซูล ซึ่งเพิ่มความสะดวกในการใช้งานและการรับประทาน

ข้อมูลทางพฤกษศาสตร์ของขมิ้นชัน

ชื่อวงศ์: ZINGIBERACEAE
ชื่อวิทยาศาสตร์: Curcuma longa Linn.
ชื่อในภาษาอังกฤษ: Turmeric
ชื่อสามัญ: ขมิ้นชัน
ชื่อท้องถิ่น: ขมิ้นแกง  ขมิ้นแกง ขมิ้นหยวก ขมิ้นหัว (เชียงใหม่) ขี้มิ้น หมิ้น (ใต้) ตายอ (กะเหรี่ยง-กำแพงเพชร) สะยอ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน)

ขมิ้นชัน
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของขมิ้นชัน By Franz Eugen Köhler, Köhler’s Medizinal-Pflanzen (List of Koehler Images) [Public domain], via Wikimedia Commons
ดอกของขมิ้นชัน By Sankarshansen (Own work) [CC0], via Wikimedia Commons
ลักษณะโดยทั่วไป: ขมิ้นชัน เป็นพืชล้มลุก ความสูง 30 ถึง 95 เซนติเมตร มีถิ่นกำเนิดในแถบเขตร้อนของทวีปเอเชีย ประเทศอินเดีย และประเทศจีน
ลักษณะของลำต้น: เป็นลำต้นใต้ดิน หรือเหง้า (rhizome) มีลักษณะเป็นแง่ง ๆ เนื้อในสีเหลือง สีแสด มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว
ลักษณะของใบ: ใบของขมิ้นเป็นใบเดี่ยว เรียงแบบสลับ แทงจากเหง้าใต้ดิน เส้นกลางใบมีสีเข้ม ใบเป็นรูปหอก กว้าง 12 ถึง 15 เซนติเมตร ยาว 30 ถึง 40 เซนติเมตร
ลักษณะของดอก: ดอกขมิ้นชันออกเป็นช่อ รูปร่างทรงกระบอก ก้านช่อแทงจากเหง้าโดยตรง ดอกมีสีเหลืองอ่อน กลีบประดับมีสีเขียวอ่อนหรือสีขาว
ลักษณะของผล: ผลมีลักษระกลม มี 3 พู
นิเวศวิทยา: ปลูกได้ดีในอากาศร้อนชื้น ชอบดินร่วนซุย ไม่ชอบน้ำขัง
การขยายพันธุ์: ควรปลูกในช่วงต้นฤดูฝน ขยายพันธุ์โดยใช้แง่งยาว ๆ อาจตัดเป็นท่อนสั้น ๆ ให้แต่ละท่อนมีตาติดอยู่ 2 ถึง 3 ตา รดน้ำทุกวัน

สารสำคัญในขมิ้นชันและฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา

องค์ประกอบทางเคมีของขมิ้นชัน ได้แก่ โปรตีน (6.3%), ไขมัน (5.1%), แร่ธาตุ (3.5%), คาร์โบไฮเดรต (69.4%) น้ำ (23.1%) น้ำมันหอมระเหย (5-8%)
น้ำมันหอมระเหย (essential oils) ที่ได้จากการสกัดเหง้าขมิ้นด้วยวิธีการกลั่นด้วยไอน้ำ ประกอบไปด้วย  α-phellanderene (1%), sabiene (0.6%), cineol (1%), borneol (0.5%), zingiberene (25%) และ sesquiterpines (53%)
สารสกัดแห้งจากขมิ้นชัน ประกอบไปด้วยสารกลุ่ม curcuminoids ได้แก่ curcumin (77%), demethoxycurcumin (DMC; 17%), และ bidemethoxycurcumin (BDMC; 3%) โดยการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาส่วนใหญ่จะเน้นไปที่สาร curcumin
น้ำมันหอมระเหย ในขมิ้นชันมีฤทธิ์ลดการอักเสบ และฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อ จึงช่วยบรรเทาอาการปวดท้อง

สาร curcumin

สาร curcumin

สาร curcumin เป็นสารกลุ่ม curcuminoids ที่พบมากสุดในขมิ้นชัน เป็นสารที่มีสีเหลือง มีสรรพคุณในการป้องกันและรักษาแผลในกระเพาะอาหาร กระตุ้นการหลั่งสารมิวซิน (mucin) ที่ทำหน้าที่ปกป้องเยื่อบุกระเพาะอาหาร
คุณสมบัติอื่น ๆ ของสาร curcumin จากงานวิจัย

  • ต้านเซลล์มะเร็ง (anticancer effect) จากงานวิจัยพบว่าสาร curcumin สามารถยับยั้งการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ปกติไปเป็นเซลล์มะเร็ง ยับยั้งการบุกรุกเนื้อเยื่อของก้อนมะเร็ง ยับยั้งการสร้างหลอดเลือดเพื่อมาเลี้ยงเนื้อเยื่อมะเร็ง รวมถึงยับยั้งการแพร่กระจายตัวของมะเร็ง ซึ่งทำให้สาร curcumin มีคุณสมบัติป้องกันและลดความเสี่ยงของมะเร็งชนิดต่าง ๆ ได้แก่ มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งตับอ่อน มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก และมะเร็งปอด นอกจากนี้ยังพบว่าสาร curcumin ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการฉายรังสีอีกด้วย
  • มีฤทธิ์ลดการอักเสบและเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (anti-inflammatory และ antioxidant) โดยมีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการอักเสบ เช่น nitric oxide synthase (iNOS), cyclo-oxygenase-2 (COX-2), lipoxygenase และ xanthine oxidase รวมถึงยับยั้งการกระตุ้นปัจจัยอักเสบบางชนิด เช่น NF-kB นอกจากนี้ curcumin ยังเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพ
  • มีฤทธิ์ป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด (cardiovascular diseases) เนื่องจากสาร curcumin จากขมิ้นชัน มีสรรพคุณลดการอักเสบ โดยการยับยั้งปัจจัย TNF-α ที่กล้ามเนื้อเรียบของหลอดเลือดแดงใหญ่ นอกจากนี้สาร curcumin ยังมีผลลด triglyceride, LDL และ VLDL cholesterol ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด
  • ป้องกันโรคเบาหวานชนิดที่ 2 (type II diabetes mellitus) เนื่องจากมีการพบว่าสาร curcumin สามารถลดการสร้างน้ำตาลจากตับได้ ลดปฏิกิริยาการอักเสบที่เกิดขึ้นจากภาวะน้ำตาลในเลือดสูง เพิ่มการทำงานของยีนที่เกี่ยวข้องกับการนำน้ำตาลเข้าเซลล์ ซึ่งทำให้ลดปริมาณน้ำตาลในเลือด และลดภาวะดื้อต่อฮอร์โมนอินซูลิน
  • นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่พบว่า สาร curcumin น่าจะมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคอ้วน (obesity) โรคทางเดินอาหารอักเสบเรื้อรัง (inflammatory bowel disease) โรคอัลไซม์เมอร์ (Alzheimer’s disease) โรคพาร์กินสัน (Parkinson’s disease) รวมถึงโรคภูมิแพ้ (allergy) และหอบหืด (asthma)

สรรพคุณขมิ้นชันจากงานศึกษาวิจัย

โรคมะเร็ง (cancer)

  • พบว่าการทาสารสกัดจากขมิ้นชัน (turmeric root extract) ที่รอยโรคมะเร็งภายนอก (external cancerous lesions) สามารถช่วยลดความเจ็บปวด อาการคัน และขนาดของรอยโรคได้
  • การรับประทานขมิ้นชัน 1,500 กรัมต่อวัน ติดต่อกันเป็นระยะเวลา 30 วัน พบว่าสามารถลดตัวบ่งชี้การกลายพันธุ์ของเซลล์ในปัสสาวะของคนที่สูบบุหรี่ได้
  • การทานขมิ้นชัน 600 มิลลิกรัมต่อวัน พบว่าช่วยป้องกันกระบวนการการเกิด micronuclei ของเซลล์ในเยื่อบุช่องปากและเซลล์เม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์ได้ ซึ่งการเกิด micronuclei เกี่ยวข้องกับการพัฒนาของเซลล์มะเร็ง

โรคในระบบทางเดินอาหาร

  • การทานสารสกัดจากเหง้าขมิ้นชัน พบว่าช่วยลดอาการปวดท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อได้
  • การทานขมิ้นชันแคปซูล 300 มิลลิกรัม โดยรับประทานวันละ 5 ครั้ง (1,500 มิลลิกรัมต่อวัน) พบว่าขมิ้นชันสามารถช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหารและแผลในลำไส้เล็กส่วนต้นได้ภายใน 4 ถึง 8 สัปดาห์
  • ขมิ้นชัน 144 มิลลิกรัมต่อวัน ทานติดต่อกันเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ พบว่าช่วยลดอาการปวดท้องในผู้ป่วยโรคลำไส้แปรปรวน (irritable bowel syndrome หรือ IBS) ได้
  • ขมิ้นชันสด 500 มิลลิกรัมในอาหาร พบว่าช่วยเพิ่มการทำงานของลำไส้และแบคทีเรียที่เกี่ยวข้องกับการย่อยอาหาร

การป้องกันการติดเชื้อที่บาดแผล

  • การทาสารสกัดขมิ้นชันหลังการตัดสายสะดือ พบว่าช่วยสมานบาดแผลและป้องกันการติดเชื้อได้

สรรพคุณขมิ้นชัน และวิธีการใช้ขมิ้นชันในตำรายาไทย

ส่วนที่ใช้เป็นยา: เหง้าสดและแห้ง โดยใช้เหง้าที่มีอายุ 7 ถึง 9 เดือน
เหง้าขมิ้นมีสรรพคุณแก้โรคกระเพาะอาหาร นำขมิ้นสดโขลกรวมกับดินประสิวผสมน้ำปูนใส ใช้พอกบาดแผล ช่วยอาการเคล็ดขัดยอก หรือนำไปเผาไฟแล้วโขลกกับน้ำปูนใส รักษาอาการท้องเสีย ส่วนผงขมิ้นนำไปเคี่ยวกับน้ำมันพืช แล้วนำมาทาที่ผิวหนัง แก้คัน แก้ผดผื่น หรือนำผงขมิ้นผสมกับน้ำ แล้วทาผิวหนัง วันละ 2 ครั้ง แก้กลากเกลื้อน

สรรพคุณขมิ้นชัน และวิธีการใช้ขมิ้นชันในงานสาธารณสุขมูลฐาน

ขมิ้นชันกับการรักษาโรคกระเพาะอาหาร

  • ใช้เหง้าแก่ล้างให้สะอาด ไม่ต้องปอกเปลือก หั่นเป็นชิ้นบาง ๆ แล้วตากแดด 1 ถึง 2 วัน เมื่อแห้งแล้วนำมาบดจนละเอียด ผสมกับน้ำผึ้งพอประมาณ แล้วปั้นเป็นลูกกลอน หรือเอาผงแห้งบรรจุใส่แคปซูลก็ได้ รับประทานครั้งละ 500 มิลลิกรัม หรือ 2 ถึง 3 เม็ด ก่อนอาหาร 3 มื้อ และก่อนนอน

ขมิ้นชันกับการรักษาฝีและแผลพุพอง

  • ใช้เหง้ายาวประมาณ 2 นิ้ว หรือประมาณ 15 กรัม นำมาฝนกับน้ำต้มสุก แล้วทาบริเวณที่เป็น วันละ 3 ครั้ง หรือใช้ผงขมิ้นโรยบริเวณบริเวณที่มีฝีและแผลพุพอง วันละ 3 ครั้งก็ได้
  • นำเหง้าแก่ 15 กรัม หั่นแล้วบดกับสารส้มกับน้ำมันมะพร้าว ทาฝีที่หนังศีรษะ วันละ 2 ครั้ง เช้า เย็น

ขมิ้นชันกับการรักษาอาการแพ้ อักเสบ จากแมลงสัตว์กัดต่อย

  • นำเหง้าสดยาว 2 นิ้ว ฝนกับน้ำต้มสุก แล้วทาบริเวณที่แมลงกัดหรือบริเวณที่เกิดการอักเสบของผิวหนัง
  • อาจใช้ผงขมิ้นแห้งโรยบริเวณผื่นหรือบริเวณที่ผิวหนังอักเสบจากแมลงสัตว์กัดต่อยได้

ขมิ้นชันในบัญชียาจากสมุนไพร จากบัญชียาหลักแห่งชาติ

ยาขมิ้นชัน ในบัญชียาสมุนไพร ที่เป็นยาพัฒนาจากสมุนไพร อยู่ในกลุ่มยารักษากลุ่มยาขับลม บรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ
รูปแบบเภสัชภัณฑ์ยาขมิ้นชัน: แคปซูล (capsules) ยาเม็ด (tablets)
ตัวยาสำคัญและความแรง: ผงจากเหง้าขมิ้น ที่มีสารกลุ่ม curcuminoids ไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 โดยน้ำหนัก (w/w) และมีน้ำมันหอมระเหยไม่น้อยกว่าร้อยละ 6 โดยปริมาตรต่อน้ำหนัก (v/w)
ข้อบ่งใช้ของยาขมิ้นชัน: บรรเทาอาการแน่นจุกเสียด ท้องอืด และท้องเฟ้อ
วิธีรับประทานยาขมิ้นชัน: รับประทานครั้งละ 500 ถึง 1,000 มิลลิกรัม วันละ 4 ครั้ง หลังอาหารเช้า กลางวัน เย็น และก่อนนอน
ข้อห้ามใช้ยาขมิ้นชัน:

  • ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้หรือไวต่อขมิ้นชัน
  • ผู้ที่เป็นโรคท่อน้ำดีอุดตัน

ข้อควรระวังในการใช้ยาขมิ้นชัน:

  • คนที่เป็นโรคนิ่วถุงน้ำดี
  • หญิงตั้งครรภ์
  • การใช้ในเด็ก
  • การใช้ร่วมกับยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น วาร์ฟาริน (warfarin) หรือยาต้านเกล็ดเลือด เช่น แอสไพริน (aspirin)
  • ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนรับประทานยาขมิ้นชัน ถ้ากำลังรับประทานยาอื่น ๆ อยู่ เนื่องจากสาร curcumin มีฤทธิ์กระตุ้นเอนไซม์ในตับ คือ เอนไซม์ CYP2A6 และกระตุ้นเอนไซม์ CYP3A4 และ CYP1A2 ซึ่งจะส่งกระทบต่อปริมาณของยาหลายตัว
  • สาร curcumin ส่งผลรบกวนต่อการออกฤทธิ์ของยาเคมีบำบัดบางตัว เช่น doxorubicin, chlormethine, cyclophosphamide และ camptothecin ดังนั้นจึงควรระวังใช้ในผู้ป่วยมะเร็งที่กำลังได้รับยาเคมีบำบัด

อาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นหลังการใช้ยาขมิ้นชัน: อาการผิวหนังอักเสบจากการแพ้

ข้อมูลความปลอดภัยของขมิ้นชัน

การใช้ขมิ้นชันพบว่ามีความปลอดภัยสูง ยังไม่มีการศึกษาในสัตว์ทดลองและในมนุษย์พบว่าการใช้ขมิ้นชันก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย นอกจากนี้มีรายงานว่าการใช้น้ำมันขมิ้นติดต่อกัน 3 เดือน ยังไม่พบความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของตับ การทำงานของไต ระบบเลือด ความดันโลหิต และน้ำหนักตัว อย่างไรก็ตามในบัญชียาสมุนไพรของประเทศไทย แนะนำว่าอาจมีอาการแพ้ที่ผิวหนังหลังรับประทานยาขมิ้นชันได้

เอกสารอ้างอิง

1. สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. สมุนไพรที่ใช้ในงานสาธารณสุขมูลฐาน. http://www.medplant.mahidol.ac.th/pubhealth/index.asp (accessed 5 April 2018).
2. โชติอนันต์ และคณะ. สมุนไพรไทยสำหรับงานสาธารณสุขมูลฐาน. กรุงเทพฯ: ดวงกมลพับลิชชิ่ง; 2553.
3. มาโนช วามานนท์, เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ, บรรณาธิการ. ยาสมุนไพร สำหรับงานสาธารณสุขมูลฐาน, พิมพ์ครั้งที่ 1 ed. กรุงเทพฯ: ดวงกมลพับลิชชิ่ง; 2537.
4. Rathaur P, Raja W, Ramteke P, John S. Turmeric: The Golden Spice of Life. International Journal of Pharmaceutical Sciences and Research 2012; 3(7): 1987-94.
5. Kocaadam B, Şanlier N. Curcumin, an active component of turmeric (Curcuma longa), and its effects on health. Crit Rev Food Sci Nutr. 2017 Sep 2;57(13):2889-2895. doi: 10.1080/10408398.2015.1077195. Review. PubMed PMID: 26528921.
6. Prasad S, Aggarwal BB. Turmeric, the Golden Spice: From Traditional Medicine to Modern Medicine. In: Benzie IFF, Wachtel-Galor S, editors. Herbal Medicine: Biomolecular and Clinical Aspects. 2nd edition. Boca Raton (FL): CRC Press/Taylor & Francis; 2011. Chapter 13. Available from: https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK92752/

คุณอาจจะสนใจ

ดีปลี สรรพคุณดีปลีมีอะไรบ้าง ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ แ... ดีปลี (Piper retrofractum Vahl ) เป็นพืชสมุนไพรในวงศ์พริกไทย มีสรรพคุณหลายอย่าง โดยเฉพาะสรรพคุณที่เกี่ยวข้องกับการบรรเทาอาการไอและระคายคอจากเสมหะ นอกจ...
สมุนไพร คืออะไร สารสำคัญในพืชสมุนไพร การเตรียมสมุน... สมุนไพร (Medicinal Plants หรือ Herbs) คือ ส่วนของพืช สัตว์ หรือแร่ธาตุ ที่สามารถใช้เป็นยา หรือมีสรรพคุณช่วยบำบัดรักษาโรคต่าง ๆ อาจใช้พืชสมุนไพรเป็นยาเ...

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *