กรดไหลย้อน อาการกรดไหลย้อน ยาแก้กรดไหลย้อน และวิธีแก้กรดไหลย้อนให้หายขาด

กรดไหลย้อน (gastroesophageal reflux disease หรือ GERD) เป็นโรคในระบบทางเดินอาหารที่พบได้บ่อย โดยอาการกรดไหลย้อน ได้แก่ อาการแสบร้อนกลางอก เรอเปรี้ยว ไอเรื้อรัง เป็นต้น
นอกจากนี้โรคกรดไหลย้อนที่มีอาการรุนแรง อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ที่เยื่อบุหลอดอาหาร ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งในหลอดอาหาร
กรดไหลย้อนเป็นโรคที่สามารถป้องกันและรักษาได้ ซึ่งการรักษาในปัจจุบันมีประสิทธิภาพ สามารถลดความถี่และความรุนแรงของโรคกรดไหลย้อนได้ อีกทั้งกระปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่าง ก็ยังช่วยทำให้อาการกรดไหลย้อนดีขึ้น

Contents

กรดไหลย้อนคืออะไร

โรคกรดไหลย้อน เป็นภาวะที่กรดและน้ำย่อยจากกระเพาะอาหาร ไหลกลับขึ้นมาที่หลอดอาหาร (reflux) เมื่อกรดและน้ำย่อยค้างอยู่ที่หลอดอาหารในระยะเวลาหนึ่ง ก็จะส่งผลทำให้เกิดอาการระคายเคืองของเยื่อบุหลอดอาหาร ส่งผลทำให้เกิดอาการต่าง ๆ ของโรคกรดไหลย้อนขึ้น

โรคกรดไหลย้อนเกิดขึ้นบ่อยแค่ไหน

โรคกรดไหลย้อนสามารถพบได้ในทุกวัย แม้กระทั่งในเด็กเล็ก โดยความชุกของโรคกรดไหลย้อนจะเพิ่มขึ้นในคนที่อายุ 40 ปีขึ้นไป และทั้งเพศหญิงและเพศชายมีโอกาสเกิดโรคนี้ได้ไม่แตกต่างกัน
จากการศึกษาทางระบาดวิทยา พบว่าความชุกของโรคนี้อยู่ที่ร้อยละ 45 ของประชากรในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยร้อยละ 7 ของประชากร มีภาวะแทรกซ้อนจากโรคกรดไหลย้อน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเกิดหลอดอาหารอักเสบ (erosive esophagitis)
ส่วนความชุกของอาการแสบร้อนกลางอกในประชากรโลกตะวันตก พบว่าร้อยละ 25 ของประชากรเกิดอาการทุก ๆ เดือน (monthly) ร้อยละ 12 เกิดอาการทุก ๆ สัปดาห์ ส่วนร้อยละ 5 มีอาการทุกวัน (daily)
ผู้ป่วยที่มีอาการแสบร้อนกลางอกกว่าร้อยละ 75 ที่ได้รับการส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหาร (endoscopy) ไม่พบความเสียหายที่เยื่อบุหลอดอาหาร เรียกว่า functional heartburn หรือ non-erosive reflux disease (NERD)

อาการของโรคกรดไหลย้อน

อาการกรดไหลย้อนที่เกิดขึ้นที่หลอดอาหารหรืออาการที่เจาะจงกับโรคกรดไหลย้อน (esophageal symptoms หรือ typical symptoms) ได้แก่

  • แสบร้อนที่กลางอก (heartburn) อาการมักเป็น ๆ หาย ๆ อาจมีอาการปวดลามไปที่บริเวณลำคอ มักมีอาการแสบร้อนมากขึ้นเมื่อร่างกายอยู่ในท่าทางที่เอนหลัง
  • เรอเปรี้ยว มีเศษอาหารขึ้นมาที่ลำคอ (regurgitation)
  • รู้สึกว่ามีรสเปรี้ยวหรือขมในปาก

อาการที่เกิดขึ้นนอกหลอดอาหารหรืออาการที่ไม่เฉพาะเจาะจงกับโรคกรดไหลย้อน (extraesophageal symptoms หรือ atypical symptoms) เป็นอาการที่อาจไม่จำเพาะเจาะจงกับโรคกรดไหลย้อน ซึ่งควรหาสาเหตุอื่น ๆ ที่อาจทำให้เกิดอาการดังกล่าวก่อน ก่อนที่จะสรุปว่าอาการที่เกิดขึ้นเกิดจากกรดไหลย้อน ซึ่งอาการเหล่านั้น ได้แก่

  • ไอเรื้อรัง
  • คอหอยอักเสบ
  • เสียงแหบ
  • เจ็บหน้าอก
  • หายใจมีเสียงดัง
  • หอบหืด
  • เคลือบฟันกร่อนจากกรด

อาการเตือน (alarm symptoms) เป็นอาการของโรคกรดไหลย้อนที่เป็นอันตราย และเป็นอาการที่แสดงถึงว่าอาจมีภาวะแทรกซ้อน (complications) ที่รุนแรงของโรค ได้แก่

  • กลืนลำบาก
  • กลืนแล้วเจ็บ
  • อาเจียนเป็นเลือด
  • น้ำหนักลด

สาเหตุของอาการกรดไหลย้อน

กรดไหลย้อน GERD

ความผิดปกติของหูรูดที่หลอดอาหารส่วนล่าง (LES) เป็นสาเหตุสำคัญของกรดไหลย้อน (GERD) By BruceBlaus (Own work) [CC BY-SA 4.0 (https://creativecommons.org/licenses/by-sa/4.0)], via Wikimedia Commons

อาการแสบร้อนกลางอก เกิดขึ้นจากกรดและน้ำย่อยจากกระเพาะอาหารไปกระตุ้นตัวรับความรู้สึกเจ็บปวดที่บริเวณเยื่อบุหลอดอาหารส่วนล่าง ทำให้รู้สึกแสบร้อนเกิดขึ้น
ส่วนสาเหตุที่กรดและน้ำย่อยจากกระเพาะอาหาร ไหลย้อนกลับขึ้นมาที่หลอดอาหาร ส่วนใหญ่แล้วเกิดจากความผิดปกติของ หูรูดที่หลอดอาหารส่วนล่าง (lower esophageal sphincter หรือ LES)
ที่หลอดอาหารส่วนล่าง ในบริเวณที่เชื่อมต่อกับกระเพาะอาหาร จะมีหูรูดที่หลอดอาหารส่วนล่าง คอยทำหน้าที่ปิดกั้นไม่ให้อาหาร กรด และน้ำย่อยต่าง ๆ ไหลกับขึ้นมาที่หลอดอาหาร
ในขณะที่รับประทานอาหาร หูรูดที่หลอดอาหารส่วนล่าง จะคลายตัวเพื่อทำให้อาหารสามารถผ่านจากหลอดอาหารไปที่กระเพาะอาหารได้สะดวก
แต่ถ้ามีการ คลายตัวของหูรูดที่หลอดอาหารส่วนล่างในบางขณะ (transient lower esophageal sphincter relaxation) ในขณะที่ไม่ได้รับประทานอาหาร จะส่งผล ลดความดันที่หูรูดหลอดอาหารส่วนล่าง (LES pressure) ก็จะทำให้เกิดการไหลย้อนกลับได้
การคลายตัวของหูรูดที่หลอดอาหารส่วนล่างในบางขณะ เป็นสาเหตุหลักของอาการกรดไหลย้อน โดยคิดเป็นร้อยละ 48 ถึง 73 ของอาการกรดไหลย้อนที่เกิดขึ้นทั้งหมดในผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อน
นอกจากนี้กรดไหลย้อนยังเกิดขึ้นได้จากอีกหลายสาเหตุ ได้แก่

  • การเพิ่มขึ้นของ ความดันในช่องท้อง (intraabdominal pressure) จะลดความดันที่หูรูดหลอดอาหารส่วนล่างได้ ทำให้เกิดกรดไหลย้อน (stress reflux) ได้
  • ความดันที่เพิ่มขึ้นในช่องท้อง อาจเกิดขึ้นระหว่างการเกร็งร่างกาย (straining) หรือมีอาหารค้างอยู่ในกระเพาะอาหารนานขึ้น (delayed gastric emptying) ก็ได้
  • นอกจากนี้ในคนที่เป็นโรคอ้วน (obesity) หรือมีภาวะน้ำหนักเกิน (overweight) ยังส่งผลเพิ่มความดันในช่องท้องอีกด้วย
  • ความผิดปกติของการเคลื่อนไหวของหลอดอาหารและการหลั่งน้ำลาย ทำให้การดันกรดและน้ำย่อยลงไปที่กระเพาะอาหารผิดปกติ (esophageal clearance dysfunction) ส่งผลทำให้กรดและน้ำย่อยที่ไหลย้อนกลับมาค้างอยู่ในหลอดอาหารนานขึ้น ผิวของหลอดอาหารจึงถูกทำลายมากขึ้น
  • ความผิดปกติของเยื่อบุหลอดอาหาร (mucosal resistance) เช่น ความผิดปกติของกระบวนการหลั่งสารไบคาร์บอเนต (bicarbonate) ของเซลล์ในเยื่อบุหลอดอาหาร ทำให้ไม่สามารถลดความเป็นกรดที่ไหลย้อนกลับขึ้นมาได้

ปัจจัยเสี่ยงของโรคกรดไหลย้อน

ปัจจัยเสี่ยงของโรคกรดไหลย้อน มักเป็นปัจจัยที่ส่งผลลดความดันของหูรูดที่หลอดอาหารส่วนล่าง รวมถึงปัจจัยที่ก่อความระคายเคืองโดยตรงต่อเยื่อบุหลอดอาหาร
นอกจากนี้ปัจจัยต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดโรคกรดไหลย้อน ยังทำให้อาการกรดไหลย้อนมีความถี่และความรุนแรงมากยิ่งขึ้นอีกด้วย
ปัจจัยเสี่ยงเหล่านั้น ได้แก่

  • มีภาวะอ้วน (obesity) หรือน้ำหนักเกิน
  • ใส่เสื้อผ้าที่คับหรือแน่นจนเกินไป
  • รับประทานอาหารภายในมื้อเดียวในปริมาณมาก
  • สูบบุหรี่
  • รับประทานยาบางชนิดมีผลลดความดันที่หูรูดหลอดอาหารส่วนล่าง เช่น ยาที่มีฤทธิต้านโคลิเนอร์จิค (anticholinergic drugs) เช่น ยาแก้แพ้ (antihistamine) ยากลุ่มบาร์บิทูเรตส์ (barbiturates) เช่น ยาฟีโนบาร์บิทัล (phenobarbital) ยาขยายหลอดลมทีโอฟีลีน (theophylline) รวมถึงยาในกลุ่มเบนโซไดอาซีปีน (benzodiazepines) เช่น ยาไดอาซีแปม (diazepam) ยาลอร่าซีแปม (lorazepam) เป็นต้น
  • รับประทานยาบางชนิดที่ก่อความระคายเคืองโดยตรงต่อเยื่อบุผิวหลอดอาหาร เช่น ยาในกลุ่มบิสฟอสโฟเนต (bisphosphonates) ซึ่งใช้รักษาโรคกระดูกพรุน ยาแก้ปวดลดอักเสบที่ไม่ใช่ยาสเตียรอยด์ (NSAIDs) เช่น ยาไอบูโพรเฟน (ibuprofen) ยาแอสไพริน (aspirin) และยาไดโคลฟีแนค (diclofenac) เป็นต้น
  • อาหารบางชนิดที่ส่งผลลดความดันของหูรูดที่หลอดอาหารส่วนล่าง เช่น อาหารที่มีไขมันสูง ช็อกโกแลต ชา กาแฟ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ พริก หอม กระเทียม
  • รับประทานอาหารที่ก่อความระคายเคืองโดยตรงต่อเยื่อบุผิวหลอดอาหาร เช่น ผลไม้กลุ่มซิตรัส ส้ม มะนาว กาแฟ มะเขือเทศ หรือเครื่องดื่มที่ผสมคาร์บอเนต 

ภาวะแทรกซ้อนของโรคกรดไหลย้อน

กรดไหลย้อนที่เกิดอย่างซ้ำ ๆ และการคั่งค้างของกรดในหลอดอาหารเป็นระยะเวลานาน จะทำเนื้อเยื่อของหลอดอาหารถูกทำลายมากขึ้น ซึ่งอาจจะส่งผลทำให้เกิดอาการแทรกซ้อน (complication) ที่รุนแรงและมีอันตราย ได้แก่

หลอดอาหารอักเสบ (esophagitis)

Esophagitis By melvil (Own work) [CC BY-SA 4.0 (https://creativecommons.org/licenses/by-sa/4.0)], via Wikimedia Commons

เมื่อเกิดกรดไหลย้อนบ่อย ๆ เป็นประจำ กรดและน้ำย่อยที่ไหลย้อนกลับขึ้นมา จะส่งผลทำให้เกิดความเสียหายต่อเยื่อบุหลอดอาหาร ทำให้เกิดการอักเสบ (inflammation) และเกิดแผลที่เยื่อบุหลอดอาหารในที่สุด
ภาวะหลอดอาหารอักเสบ เป็นอาการแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุด อาจเกิดขึ้นโดยไม่มีอาการกรดไหลย้อนเลยก็ได้ ซึ่งสามารถตรวจพบภาวะดังกล่าวได้จากเทคนิคทางการแพทย์ เช่น การส่องกล่อง (endoscopy)

หลอดอาหารตีบ (esophageal stricture)

Esophageal Stricture By Samir धर्म (From en.wikipedia.org) [Public domain, GFDL (http://www.gnu.org/copyleft/fdl.html) or CC-BY-SA-3.0 (http://creativecommons.org/licenses/by-sa/3.0/)], via Wikimedia Commons

เมื่อหลอดอาหารถูกทำลายโดยกรดและน้ำย่อยเป็นระยะเวลานาน ทำให้เกิดบาดแผลและการอักเสบที่รุนแรง จะส่งผลทำให้เกิดแผลเป็นที่หลอดอาหาร ซึ่งแผลเป็นดังกล่าวจะทำให้หลอดอาหารตีบแคบลง
ภาวะหลอดอาหารตีบ มักจะทำให้กลืนลำบาก โดยเฉพาะการกลืนของอาหารชิ้นใหญ่ ๆ และของแข็ง รวมถึงมีการอาเจียนเอาอาหารที่ยังไม่ผ่านกระบวนการย่อยออกมา

บาเรตต์อีโซฟากัส (barrett esophagus) 

บริเวณผิวที่มีสีเข้ม เป็นบริเวณที่มีการเปลี่ยนแปลงของเยื่อบุผิว Barrett Esophagus By Samir[Copyrighted free use], via Wikimedia Commons

บาเรตต์อีโซฟากัส เป็นอาการแทรกซ้อนที่มีความรุนแรง เกิดจากเยื่อบุผิวของหลอดอาหาร ได้รับความระคายเคืองในระยะเวลานาน พบได้บ่อยร้อยละ 8 ถึง 15 ในผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อน
การได้รับความระคายเคืองเป็นระยะเวลานาน จะทำให้เซลล์เยื่อบุผิวหลอดอาหารเกิดการเปลี่ยนแปลง* ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว จะเพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งหลอดอาหารได้ 30 ถึง 40 เท่า
*จาก squamous epithelial cells ไปเป็นชนิด columnar epithelial cells

มะเร็งหลอดอาหาร (esophageal carcinoma) 

มะเร็งหลอดอาหารเป็นโรคแทรกซ้อนที่รุนแรงที่สุดของโรคกรดไหลย้อน อาการที่พบได้บ่อยที่สุดของมะเร็งหลอดอาหาร ได้แก่ กลืนลำบาก น้ำหนักลด เลือดออกจากหลอดอาหาร รวมถึงยังทำให้เกิดเสียงแหบและไอเรื้อรัง
การรักษาโรคมะเร็งหลอดอาหาร ขึ้นกับความรุนแรงและระยะของมะเร็งที่ผู้ป่วยเป็น วิธีการรักษาได้แก่ การใช้ยาเคมีบำบัด และการผ่าตัด

การวินิจฉัยกรดไหลย้อน (diagnosis) 

สามารถวินิจฉัยโรคกรดไหลย้อนได้จากอาการกรดไหลย้อนที่ผู้ป่วยเป็น ร่วมกับปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจส่งผลทำให้เกิดอาการได้ ถ้ามีอาการไม่รุนแรง มีอาการที่จำเพาะเจาะจงกับโรคกรดไหลย้อน (typical symptoms) เช่น แสบร้อนกลางอก เรอเปรี้ยว แพทย์อาจทดลองให้ยาลดกรดกลุ่มยับยั้งโปรตอนปั๊ม (PPI trial) แก่ผู้ป่วย ร่วมกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ถ้าอาการดีขึ้นก็อาจแสดงว่าผู้ป่วยเป็นโรคกรดไหลย้อนจริง ๆ
การส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหาร (endoscopy) เป็นการตรวจโดยใช้กล้องขนาดเล็ก สอดเข้าไปในช่องปาก หลอดอาหาร และกระเพาะอาหาร เพื่อดูความผิดปกติของเยื่อบุหลอดอาหารว่าเกิดการอักเสบหรือมีอาการแทรกซ้อนอื่น ๆ เช่น เกิดภาวะหลอดอาหารตีบ (stricture) หรือไม่ นอกจากนี้อาจมีการตัดชิ้นเนื้อเยื่อไปตรวจเพิ่มเติม เพื่อดูว่ามีภาวะ Barrett’s esophagus หรือมะเร็งที่หลอดอาหารหรือไม่
Ambulatory acid (pH) probe test เป็นการตรวจวัดความเป็นกรดในหลอดอาหารในช่วงเวลา 24 ชั่วโมง มีประโยชน์ช่วยในการวินิจฉัยว่าอาการต่าง ๆ ของผู้ป่วยเกิดจากกรดจากกระเพาะอาหารหรือไม่ โดยแพทย์จะใส่เครื่องมือเข้าทางช่องจมูก ส่วนปลายของสายจะอยู่ที่บริเวรหลอดอาหารส่วนล่าง ทำหน้าที่วัดค่า pH แล้วส่งข้อมูลกลับมาที่อุปกรณ์ที่อยู่ภายนอก นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์ตรวจวัดในลักษณะแคปซูล ที่จะส่งสัญญาณไร้สายมาที่อุปกรณ์บันทึกข้อมูลได้
Esophageal manometry เป็นการตรวจการเคลื่อนไหว ความดัน และความสามารถในการบีบตัวของหลอดอาหารในขณะที่มีการกลืน ว่ามีความผิดปกติและส่งผลทำให้เกิดโรคกรดไหลย้อนหรือไม่ มีประโยชน์ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่ตอบสนองต่อยาลดกรด รวมถึงกลุ่มผู้ป่วยที่ตรวจด้วยการส่องกล้องแล้วไม่พบความผิดปกติใด ๆ

การรักษากรดไหลย้อน

วิธีการรักษากรดไหลย้อน ขึ้นกับความถี่และความรุนแรงและการตอบสนองต่อยาที่ใช้รักษาอาการกรดไหลย้อน โดยทั่วไปการรักษากรดไหลย้อนจะเริ่มจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมร่วมกับการใช้ยา และการดูการตอบสนองของผู้ป่วย ถ้าอาการดีขึ้นหรือหายไปอาจพิจารณาหยุดยาได้
แต่ถ้าอาการยังคงอยู่ หรือไม่ตอบสนองต่อยา ก็อาจพิจารณาปรับเปลี่ยนขนาดยาหรือตัวยา หรือใช้วิธีอื่น ๆ รักษากรดไหลย้อนแทน

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

การรักษาโรคกรดไหลย้อนในผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง มีอาการกรดไหลย้อนไม่มาก หรือมีเพียงเล็กน้อย การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมก็จะสามารถช่วยให้อาการกรดไหลย้อนต่าง ๆ ดีขึ้น
นอกจากนี้การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ยังช่วยลดความเสี่ยงของโรคกรดไหลย้อนที่อาจจะเกิดขึ้นจากพฤติกรรมเสี่ยงต่าง ๆ ได้อีกด้วย
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อรักษาอาการกรดไหลย้อน ได้แก่

  • ลดน้ำหนักในผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน
  • หลีกเลี่ยงอาหารที่ส่งผลให้หูรูดหลอดอาหารส่วนล่างคลายตัว
  • ถ้ากำลังรับประทานยาที่เพิ่มความเสี่ยงของโรคกรดไหลย้อน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาวิธีแก้ไข
  • การทานอาหารที่มีโปรตีนสูง จะช่วยเพิ่มความดันที่หูรูดหลอดอาหารส่วนล่าง
  • หลี่กเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง และอาหารที่ทำให้อาการกรดไหลย้อนกำเริบ เช่น อาหารเผ็ด
  • หลีกเลี่ยงชา แกแฟ และเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน
  • ไม่ทานอาหารก่อนนอน หรือไม่ควรนอนภายใน 3 ชั่วโมงหลังรับประทานอาหาร
  • นอนยกศีรษะขึ้น 4 ถึง 8 นิ้ว จะช่วยป้องกันกรดไหลย้อนในขณะที่นอนหลับ
  • หยุดสูบบุหรี่ และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เนื่องจากนิโคตินและแอลกอฮอล์ ส่งผลต่อการทำงานของหูรูดโดยตรง
  • ไม่ใช่เสื้อผ้าที่รัดรูปหรือคับจนเกินไป
  • ในกรณีที่รับประทานยาที่ระคายเคืองทางเดินอาหาร เช่น ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs ยากลุ่มบิสฟอสโฟเนต (bisphosphonate) ควรทานยาในลักษณะที่หลังตรงและดื่มน้ำตามมาก ๆ
  • แบ่งรับประทานอาหารเป็นมื้อเล็ก ๆ วันละ 4 ถึง 5 มื้อ จะช่วยลด stress reflux ได้

ยารักษากรดไหลย้อน

(C)Stockunlimited

โรคกรดไหลย้อนสามารถรักษาให้มีอาการทุเลาลง ลดความถี่ของอาการกรดไหลย้อน รวมถึงยังสามารถทำให้เนื่อเยื่อที่เสียหายกลับมาเป็นปกติ
โดยทั่วไปการรักษากรดไหลย้อนที่มีประสิทธิภาพ มักต้องใช้ระยะเวลาประมาณ 4 ถึง 8 สัปดาห์ และในผู้ป่วยบางรายหลังจากหยุดยา แพทย์อาจพิจารณาการรักษาอย่างต่อเนื่อง (maintenance therapy) เพื่อประคับประคองอาการไม่ให้กำเริบขึ้นอีก

ยาลดกรดกลุ่มแอนตาซิด (antacids)

ยาลดกรดกลุ่มแอนตาซิด เป็นยาที่มีส่วนประกอบของแมกนีเซียมไฮดรอกไซด์ (magnesium hydroxide) และอะลูมิเนียมไฮดรอกไซด์ (aluminium hydroxide) และในบางผลิตภัณฑ์อาจมีส่วนประกอบของแคลเซียมคาร์บอเนต (calcium carbonate) และกรดแอลจินิก (algenic acid)
ยาในกลุ่มนี้ออกฤทธิ์โดยสะเทินกรด หรือลดความเป็นกรดของกระเพาะอาหาร ซึ่งสามารถช่วยลดอาการได้ทันที อย่างไรก็ตามยาในกลุ่มนี้มักออกฤทธิ์สั้น จึงต้องใช้บ่อยในระหว่างวัน
ตัวอย่างยากลุ่มแอนตาซิด ได้แก่ แอนตาซิลเจล (antacil gel) เบลซิด (belcid) กาวิสคอน (gaviscon) และโบวาเจล (bowa gel)
อาการข้างเคียงของยากลุ่มแอนตาซิด ได้แก่ ท้องผูก ท้องเสีย รวมถึงควรระมัดระวังการใช้ในคนที่เป็นโรคไต
โดยทั่วไปยาในกลุ่มนี้จะรับประทานครั้งละ 15 ถึง 30 มิลลิลิตร หลังอาหารและก่อนนอน รวมถึงยังสามารถรับประทานเพื่อรักษาอาการแสบร้อนกลางอกแบบเฉียบพลันได้ด้วย

ยาลดกรดกลุ่มยับยั้งโปรตอนปั๋ม (proton pump inhibitors หรือ PPIs)

ยาลดกรดกลุ่มนี้ออกฤทธิ์โดยการยับยั้งการขับออกของกรดหรือไฮโดรเจนไอออน (hydrogen ion) จากเซลล์เยื่อบุกระเพาะอาหาร เป็นยาที่มีประสิทธิภาพดี สามารถช่วยลดอาการของกรดไหลย้อนได้ดีที่สุด ออกฤทธิ์ยาวนาน
ตัวอย่างยาในกลุ่มยับยั้งโปรตอนปั๊ม ได้แก่

  • ยาโอมีพราโซล (omeprazole) เช่น ยามิราซิด (miracid) ยาโอมีพราโซลจีพีโอ (omeprazole GPO) และยาโลกิต (lokit)
  • ยาเอสโอมีพราโซล (esomeprazole) เช่น เน็กเซียม (nexium)
  • ยาแพนโทพลาโซล (pantoplazole) เช่น คอนโทรล็อค (controloc)

ขนาดยาที่ใช้บ่อย
ขนาดยามาตรฐาน (standard dose) สำหรับกรดไหลย้อน

  • Omeprazole 20 มิลลิกรัม วันละ 1 ครั้ง
  • Lansoprazole 30 มิลลิกรัม วันละ 1 ครั้ง
  • Pantoprazole 40 มิลลิกรัม วันละ 1 ครั้ง
  • Rabeprazole 20 มิลลิกรัม วันละ 1 ครั้ง
  • Esomeprazole 40 มิลลิกรัม วันละ 1 ครั้ง

ส่วนใหญ่แล้วยาในกลุ่มนี้ ควรรับประทานยาก่อนรับประทานอาหารเช้า 30 ถึง 60 นาที จะทำให้ยาออกฤทธิ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และต้องรับประทานอย่างต่อเนื่องติดต่อกันอย่างน้อย 4 วัน ประสิทธิภาพในการลดกรดจะสูงที่สุด
ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่ตอบสนองต่อการรักษาเมื่อใช้ยาในขนาดมาตรฐาน หลังทานยาต่อเนื่องไปแล้ว 4 สัปดาห์ หรือมีอาการ atypical symtoms เช่น ไอเรื้อรัง เจ็บหน้าอก อาจเพิ่มยากลุ่มยับยั้งโปรตอนปั๊ม เป็น 2 เท่า (double dose) ได้ โดยให้ขนาดยามาตรฐานวันละ 2 ครั้ง เช้า เย็น (ห่างกัน 12 ชั่วโมง) เป็นเวลา 2 สัปดาห์สำหรับอาการ typical symptoms ที่ไม่ตอบสนองต่อ standard dose และ 4 ถึง 12 สัปดาห์ สำหรับ atypical symptoms ถ้าอาการดีขึ้น ก็ให้ยาต่ออีก 4 สัปดาห์ แต่ถ้ารักษาด้วย double dose อาการไม่ดีขึ้น แพทย์อาจพิจารณาตรวจเพิ่มเติม เช่น การส่องกล้อง endoscopy
อาการข้างเคียง ได้แก่ ปวดศีรษะ มึนงง นอนไม่หลับ ท้องเสีย ท้องผูก และการใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจเพิ่มความเสี่ยงของการติดเชื้อในทางเดินอาหาร
ควรระมัดระวังการทานร่วมกับยาต้านเชื้อราบางชนิด ที่ต้องการสภาวะความเป็นกรดในการดูดซึม เช่น ยาคีโทโคนาโซล (ketoconazole) นอกจากนี้ยากลุ่ม PPIs บางตัวยังทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเอนไซม์ในตับ ทำให้การกำจัดยาบางตัวลดลงได้

ยาลดกรดกลุ่มต้านฮีสตามีน-2 (histamine-2 receptor antagonists หรือ H2RAs)

ยาในกลุ่มนี้ออกฤทธิ์โดยการยับยั้งตัวรับฮีสตามีน (histamine-2 receptor) ซึ่งเป็นตัวรับของสารสื่อประสาทฮีสตามีน (histamine) บนเซลล์ที่ทำหน้าที่หลั่งกรดในกระเพาะอาหาร การยับยั้งดังกล่าวจะช่วยยับยั้งการหลั่งกรดได้
ตัวอย่างยาลดกรดกลุ่ม H2RAs ได้แก่

  • ไซเมทิดีน (cimetidine)
  • ฟาโมทิดีน (famotidine)
  • รานิทิดีน (ranitidine)

ขนาดยาที่ใช้บ่อย

  • Cimetidine 800 มิลลิกรัมต่อวัน หรือ 400 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง
  • Ranitidine 300 มิลลิกรัมต่อวัน หรือ 150 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง
  • Famotidine 40 มิลลิกรัมต่อวัน หรือ 20 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง

อาการข้างเคียงที่พบได้บ่อย ได้แก่ นอนไม่หลับ รู้สึกเหนื่อยล้า มึนงง ท้องเสียหรือท้องผูก
อาจใช้ยากลุ่มนี้ในคนที่ไม่สามารถใช้ยากลุ่มยับยั้งโปรตอนปั๊มได้ หรือใช้ในกรณีที่มีอาการแสบร้อนกลางอกในช่วงกลางคืน
นอกจากนี้ยังใช้เป็นยาป้องกันและควบคุมอาการในคนที่รักษาจนโรคหายแล้ว แต่ยังมีอาการกลับมาเป็นพัก ๆ

ยาเพิ่มการทำงานของทางเดินอาหาร (motility drugs)

ยาในกลุ่มนี้อาจให้เสริมกับยาลดกรดกลุ่ม PPIs หรือกลุ่ม H2RAs เพื่อเพิ่มการทำงานของทางเดินอาหาร ทำให้การทำงานของหูรูดเป็นปกติยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยลดอาการท้องอืดและแน่นท้องได้อีกด้วย
ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ได้แก่

  • ยาดอมเพอริโดน (domperidone)
  • ยาเมโทโคลพราไมด์ (metoclopramide)

ขนาดยาที่ใช้บ่อย

  • domperidone 10 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง

ยากลุ่มนี้สามารถรับประทานก่อนการรับประทานอาหารได้ อาการข้างเคียงที่สำคัญที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในยาเมโคโคลพราไมด์ ได้แก่ เดินเซ ตากระตุก มึนงง เหนื่อยล้า นอนไม่หลับ เป็นต้น

การรักษากรดไหลย้อนด้วยการผ่าตัด (antireflux surgery)

การรักษากรดไหลย้อนด้วยการผ่าตัด จะทำมีข้อพิจารณาในผู้ป่วยที่ มีอาการกรดไหลย้อน ที่ไม่สามารถควบคุมได้ด้วยการใช้ยาในกลุ่ม PPIs (refractory GERD) หรือมีภาวะแทรกซ้อน เช่น barrett esophagus หรือมีอาการนอกหลอดอาหาร เช่น ไอเรื้อรัง
วิธีรักษากรดไหลย้อนด้วยการผ่าตัดที่เป็นที่นิยม คือ Nissen fundoplication เป็นการผ่าตัดโดยใช้ส่วนต้นของกระเพาะอาหารหุ้มส่วนปลายของหลอดอาหารไว้ จะทำให้เกิดแนวกั้นการไหลกลับของกรดและน้ำย่อยจากกระเพาะอาหาร รวมถึงยังเพิ่มความดันที่หลอดอาหารส่วนล่างอีกด้วย

การป้องกันโรคกรดไหลย้อน

วิธีการป้องกันโรคกรดไหลย้อนที่ดีที่สุด คือ การหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ของโรคกรดไหลย้อนที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ซึ่งหลายปัจจัยเสี่ยงนั้นสามารถหลีกเลี่ยงได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิต เช่น การลดสูบบุหรี่ การลดน้ำหนัก รวมถึงการปรับเปลี่ยนวิถีของอาหารที่รับประทาน

สรุป

กรดไหลย้อน เกิดจากการไหลย้อนกลับของกรดและน้ำย่อย จากกระเพาะอาหารไปที่หลอดอาหารส่่วนล่าง ทำให้เกิดอาการระคายเคือง เป็นที่มาของอาการต่าง ๆ ของโรค
อาการที่สำคัญ ได้แก่ แสบร้อนกลางอก เรอเปรี้ยว มีเศษอาหารที่ลำคอ บางรายอาจมีอาการไอ เสียงแหบ และเจ็บหน้าอก
อาการเร่งด่วนที่ต้องรีบไปพบแพท์ และเป็นสัญญาณของโรคแทรกซ้อน ได้แก่ กลืนลำบาก กลืนแล้วเจ็บ น้ำหนักลด อาเจียนเป็นเลือด
อาการแทรกซ้อนที่สำคัญ ได้แก่ หลอดอาหารอักเสบ หลอดอาหารตีบ barrett esophagus และมะเร็งหลอดอาหาร
การรักษาด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ได้แก่ การลดน้ำหนัก งดสูบบุหรี่ นอนยกศีรษะสูง หลีกเลี่ยงยาและอาหารที่ทำให้เกิดอาการกรดไหลย้อน
การรักษาด้วยยา มีประสิทธิภาพดี ต้องใช้ระยะเวลา 4 ถึง 8 สัปดาห์ โดยกลุ่มยาที่ใช้ ได้แก่ ยากลุ่ม PPIs ซึ่งมีประสิทธิภาพที่สุด และยากลุ่ม H2RAs และยาลดกรดกลุ่ม antacids
การผ่าตัด มีข้อบ่งชี้เมื่อการรักษากรดไหลย้อนไม่ตอบสนองต่อยา หรือในผู้ป่วยที่มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง การผ่าตัดที่นิยม ได้แก่ Nissen fundoplication

เอกสารอ้างอิง (references)

May D, Chisholm-burns MA. Gastroesophageal Reflux Disease. In: Chisholm-Burns MA, Schwinghammer TL, Wells BG, Malone PM, Kolesar JM, DiPiro JT, editors. Pharmacotherapy Principles & Practice. 4th ed. New York: McGraw-Hill Education; 2016. P. 285-93.
DiPiro JT, Schwinghammer TL, ediors. Gastroesophageal Reflux Disease. In: Wells BG, DiPiro JT, Schwinghammer TL, DiPiro CV, editors. Pharmacotherapy Handbook. 9th ed. New York: McGraw-Hill Education; 2015. P. 206-12.
Fugit RV, Berardi RR. Upper Gastrointestinal Disorders. In: Alldredge BK, Corelli RL, Ernst ME, Guglielmo BJ, Jacobson PA, Kradjan WA, editors. Koda-Kimble & Young’s Applied Therapeutics: The Clinical Use of Drugs. 11th ed. Hong Kong: Lippincott Williams & Wilkins; 2013. P.683-92.
De Giorgi F, Palmiero M, Esposito I, Mosca F, Cuomo R. Pathophysiology of gastro-oesophageal reflux disease. Acta Otorhinolaryngologica Italica. 2006;26(5):241-246.
Patti MG. Gastroesophageal Reflux Disease Practice, Essentials, Background, Anatomy. https://emedicine.medscape.com/article/176595-overview (accessed 19 March 2018).
Nissen fundoplication-Wikipedia. https://en.wikipedia.org/wiki/Nissen_fundoplication (accessed 19 March 2018).
Masab M. Esophageal Cancer , Essentials, Background, Anatomy. https://emedicine.medscape.com/article/277930-overview (accessed 19 March 2018).

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *